i was loved you 5

5. changes


เซเวอรัสไม่เคยเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นเขา.
.
เซเวอรัสตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่เห็นใคร เขาเหลือบมองบรรยากาศรอบตัวแล้วก็เดาเอาว่าอาจเป็นห้องพยาบาล เขาคิดว่าเขาจำม่านสีขาวข้างๆเตียงแบบนี้ได้
.
“ให้ตายสิ เด็กพวกนี้นี่มันจริงๆเลย แกล้งกันจนได้เรื่องทุกที” มาตามพรอมฟรี่ย์เดินเข้ามาบ่น ในมือถือน้ำยาบางอย่างเอาไว้ด้วย หล่อนคงคาดเอาไว้แล้วว่าเขาคงตื่นเวลานี้
“เกิดอะไรขึ้นฮะ? ผมหลับไปกี่วัน?” เซเวอรัสถามเสียงแผ่ว
“หนึ่งวัน คุณพ็อตเตอร์เขาพาเธอมาห้องพยาบาล บอกว่าเธอหมดสติเพราะน้ำยาบางอย่างที่เขาปรุง” หล่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เอาล่ะ ดื่มน้ำยานี่ซะคุณเสนป ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะขับพิษได้หมดแล้ว เธอไม่มึนหัวแล้วใช่ไหม?”
เซเวอรัสพยักหน้า
“ดี –ดีแล้ว นอนพักสักหน่อยเถอะคุณสเนป แล้วฉันจะมาดูอีกที”
.
“แน่ใจนะว่าจะนั่งอยู่นี่?”
คราวนี้เขาตื่นอีกครั้งเพราะเสียงพูดของรีมัส ลูปิน ถึงอีกฝ่ายจะพยายามหรี่เสียงให้เบาที่สุดแล้วก็ตาม
“ฉันอยากมั่นใจว่าเขาไม่เป็นอะไร”
นั่นเป็นเสียงของเจมส์
.
“มาดามพรอมฟรี่ย์ก็บอกอยู่ว่าเขาตื่นมารอบหนึ่งแล้ว” ซีเรียสโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงรำคาญ พาลไปถึงเรกูลัสที่ยืนอยู่อีกฝากของเตียงตวัดมองตาขวาง
จนกระทั่งเซเวอรัสค่อยๆลืมตาตื่น ปีเตอร์ที่มองเห็นก่อนใครโพล่งขึ้นมาบ้าง “เขาตื่นแล้ว!”
เจมส์ยิ้มกว้าง ชะโงกหน้าเข้ามาบ้าง “เฮ้ เป็นไง?”
“มึนหัว ใครใช้ให้พวกนายมากันเยอะๆ” ทุกคนตรงนั้นหัวเราะกันเบาๆ
“นายไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว ฉันตกใจแทบตาย”
.
“แล้วลูปิน?..” เจ้าของชื่อส่งเสียงในลำคอมุ่นคิ้ว ชะโงกหน้าเข้ามาหาเซเวอรัส “ฉันเห็นนาย..”
“อ้อ…พวกเจมส์มีน้ำยาสำหรับรักษาสำรองอยู่แล้วน่ะ แต่กรณีของนายโดนพิษที่ลูกธนูของเซนทอร์เข้าไป เราไม่อยากเสี่ยงรักษาเอง เลยส่งมาให้มาดามพรอมฟรี่ย์ดีกว่า” อธิบายพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ “ยังไงก็ขอบใจที่ถาม”
แล้วเซเวอรัสก็หันหน้าไปหาเรกูลัสที่อยู่อีกข้าง
“นายไม่เป็นอะไรนะ?” เรกูลัสพยักหน้า เรียกรอยยิ้มของคนบนเตียงที่ทำให้เจมส์ตัวชาวาบตอนที่มองเห็น
.
“แล้วได้มาไหม? ดอกกลิ่นจันทร์น่ะ?” เซเวอรัสถามต่อไปอีก ในขณะที่เจมส์พยักหน้า
“ต้องยกความดีความชอบให้ซีเรียสที่แอบไปดึงมาทันก่อนที่จะหนีออกมา ช้ำไปหน่อย แต่คิดว่าคงใช้ได้นะ”
“นายนอนพักเถอะ” รีมัสแทรกขึ้นมาบ้าง หลังจากที่เงียบอยู่นานลุกขึ้นพร้อมคว้าแขนซีเรียสติดมือไปด้วย “เรื่องปรุงยายังไงก็ไม่ต้องรีบ พักให้หายดีแล้วค่อยว่ากันก็ได้”
.
คืนนั้นเซเวอรัสฝัน –เขาฝันเห็นกวาง
…………
.
เรกูลัสมารับเพื่อนสนิทตั้งแต่เช้า เอาชุดมาให้เปลี่ยนด้วย
พวกเขาสองคนเดินไปเรียนวิชาแรกด้วยกันเหมือนอย่างเดิม
“ตั้งแต่ที่ยังไม่ได้ตอบฉัน นายจะเอาหญ้าสาปปลากับดอกกลิ่นจันทร์ไปทำไม?” เรกูลัสถามระหว่างทางเดิน ส่วนเซเวอรัสลังเลว่าจะบอกดีไหม แต่มันคงไม่ดีนักถ้าอีกฝ่ายจะรู้จากปากเขา
“นายควรจะไปถามพวกตัวกวน” เซเวอรัสเลี่ยงตอบ “ถามแบล็คคนพี่ไง?”
“หมอนั่นถ้าจะไม่พูดก็ไม่ยอมพูด” เรกูลัสว่า เหมือนทั้งบ่นทั้งด่าไปพร้อมๆกัน
พอถึงทางแยกทั้งคู่ก็โบกมือลา
“ฉันไปก่อนล่ะ ตั้งใจเรียนนะเรกูลัส”
.
เจมส์จองที่นั่งข้างเขา เซเวอรัสมุ่นคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไรในขณะที่เหลือบมองแล้วเห็นว่าซีเรียสกับลูปินไปนั่งข้างกันอยู่อีกจุด คงเพราะตรงที่เขานั่งใกล้บ้านสลิธีรินมากเกินไป สองคนนั้นเลยไม่ยอมขยับมาด้วย คงมีก็แต่ปีเตอร์ที่จัดหาให้ตัวเองไม่ได้ สุดท้ายเลยมาลงเอยข้างเจมส์ถัดไปอีกสองสามที่.
“อรุณสวัสดิ์” เจมส์ทักก่อนโดยที่ไม่ได้หันมามอง “ฉันเห็นนายกับเรกูลัสที่ทางเดิน”
“เขาถามฉันว่าปรุงยาไปทำไม” เซเวอรัสอธิบาย
“แล้วนายตอบไปว่า?”
“ว่าให้มาถามพวกนาย”
“ทำไมไม่บอกเขาไปล่ะ?”
“หรือนายอยากให้บอก?”
เจมส์แค่นหัวเราะ ต่อให้เหมือนจะดีกันแล้วแต่ก็ยังคงไม่ไว้ลายความปากดีตามประสาเด็กบ้านสลิธีรินจริงๆ
“แล้วนายคิดจะเริ่มปรุงยาเมื่อไหร่?”
“น่าจะอีกสักสองสามวัน หลังจากที่ได้ออกไปฮ็อกส์มีตแล้ว” เซเวอรัสเท้าแขนมองคนข้างตัว เลิกคิ้วประหลาดใจ “ถามทำไม?”
“มีตัวเลือกให้สองทาง หนึ่ง เปลี่ยนใจให้ฉันขโมยมาจากในห้องเรียนปรุงยาหรือสอง จะให้ฉันไปฮ็อกส์มีตด้วยกัน”
เซเวอรัสเผลอยิ้ม เจ้าเล่ห์พอตัว แต่ก็มีเสน่ห์อย่างห้ามไม่ได้เหมือนกัน
“ฉันขอเสนอสาม ฉันไปฮ็อกส์มีตคนเดียวได้”
เจมส์ยิ้มตาม “เอาน่า เดี๋ยวไปช่วยถือของ”
.
เซเวอรัสพบว่าเขาไม่ได้มีสติอยู่กับการเรียนเท่าไหร่ เขาคิดลอยไปถึงเรื่องการปรุงยา สองสัปดาห์ที่เหลืออยู่ยังไงก็คงปรุงยาไม่ทันอย่างที่รีมัสพูด แต่เขาอยากเร่งให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะเคยได้ยินมาว่ากระบวนการแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่านั้นเจ็บปวดทรมานมาก
.
ไม่สิ. เซเวอรัสยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าเขาจะปรุงยาได้สำเร็จ.. และนั่นเป็นสิ่งที่เขากลัว.
ถ้าเกิดว่าเขาปรุงยาไม่สำเร็จล่ะ?.
.
พอนึกไปถึงเรื่องนั้นก็เหลือบมองคนข้างตัวอย่างเงียบเชียบ
.
ไม่สิ.. ยังไงก็ต้องปรุงยาให้ได้
……………..
.
ตอนเย็นวันนั้นยังคงสงบสุข ตามคำนิยามคำว่าสงบสุขโดยทั่วไปของเซเวอรัส พวกตัวกวนไม่มายุ่งกับเขา
ทุกคนเป็นปกติอย่างที่จะเป็นปกติได้
หรืออย่างน้อยๆเซเวอรัสก็คิดว่าเป็นปกติในส่วนที่เขาเห็น
.
“มีข่าวลือเต็มไปหมดว่าพวกตัวกวนวางแผนจะทำอะไรใหม่” เรกูลัสกระซิบ “พวกเขาดูเงียบเกินไปจนดูเหมือนกำลังจะเตรียมการอะไรยิ่งใหญ่มากๆอยู่”
เซเวอรัสมุ่นคิ้ว พยายามนึก ส่วนหนึ่งก็จริง แต่พวกนั้นไม่ได้ทำไปเพื่อก่อกวน พวกเขาเพียงแค่ต้องการช่วยรีมัส ลูปิน เพื่อนของพวกเขาเพียงแค่นั้น
“แล้วยังไงต่อ?”
เรกูลัสยักไหล่
“แต่ก็มีบางคนไม่เชื่ออยู่เหมือนกัน บางคนบอกว่าเพราะกลัวคะแนนบ้านโดนตัดอีก บางคนก็บอกว่าเพราะว่าเจมส์กำลังจะเลื่อนขั้นเป็นกัปตันควิดดิซ เลยไม่อยากก่อเรื่องอะไร”
กลัวคะแนนบ้านโดนตัดก็ดูเหมือนจะเข้าเค้าอยู่ แต่ถ้าเลื่อนขั้นเป็นกัปตันควิดดิซแล้วสำหรับเซเวอรัสที่คิดว่าระยะหลังใกล้ชิดจนพอรู้นิสัยอีกฝ่ายคิดว่ายังไงคนแบบนั้นก็คงไม่สนใจ
และนอกเหนือไปจากนั้น เท่าที่เขารู้ เจมส์แค่เล่นควิดดิซตามคำขอของเพื่อน และยิ่งไปกว่านั้นคือเจ้าตัวสนุกกับมันมากกว่าจะเล่นเป็นจริงเป็นจัง
“แล้วนายบอกฉันทำไม?” เซเวอรัสถามกลับ ในขณะที่เรกูลัสแค่นยิ้ม
“แค่เล่าให้ฟัง คิดว่านายน่าจะสนใจ”
“ฉันไม่—“
“บอกสิว่าไม่สนใจ”
เซเวอรัสเถียงไม่ออก.


ตอนนี้สั้นไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะ

Advertisements

i was loved you 4

4. into the wood


คราวนี้รีมัสเป็นคนถือตะเกียงอยู่ตรงกลาง ส่วนเจมส์และซีเรียสขนาบข้างซ้ายขวา คนหนึ่งยิ้มแย้มดีแต่อีกคนหนึ่งทำหน้ามุ่ยเป็นหมาบ้า
.
พวกเขาขอแฮร์กริดมาเดินในป่าต้องสาปแทน ด้วยข้ออ้างอะไรสักอย่างของเจมส์ที่ถึงจะฟังดูไม่น่าเชื่อถือนักแต่ก็หว่านล้อมมาจนได้ รีมัสแทบอยากจะสาปส่งความหัวใสผิดเรื่องของเพื่อนสนิท
ไอ้การทำผิดกฏล่ะถนัดนัก
.
“เหมือนเราจะลืมไปเรื่องหนึ่งนะเจมส์ ป่าต้องสาปไม่ใช่เล็กๆ”
เจ้าของชื่อถอนหายใจ หยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาร่ายเวทย์ลูมอสด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย
“นายมีวิธีที่ดีกว่านี้ก็ว่ามาเลยซีเรียส”
.
……………………………..
“นายจะไปไหน เซเวอรัส” เรกูลัสยืนพิงประตูห้องมองเพื่อนสนิทอย่างรู้ทัน อันที่จริงคือรู้ทันตั้งแต่หมัดแรกที่โดนซีเรียสต่อยแล้วด้วยซ้ำ แผนโง่ๆของพวกนั้นเห็นได้ง่ายตายชัก
“แค่เดินเล่น” เขาตอบ อันที่จริงยังคงไม่เชื่อตัวเองด้วยซ้ำที่เลือกทำอะไรอย่างนี้ แต่มันเป็นไปแล้ว
“จะไปตามพวกเขา?”
เซเวอรัสถอนหายใจออกมายาวๆ
“ใช่”
ทั้งสองคนเงียบไปพักหนึ่ง จนกระทั่งเซเวอรัสเลยหน้าขึ้นมามอง เห็นเรกูลัสทำสีหน้านิ่งคิดไปพักหนึ่ง
“ฉันไปด้วย”
“หา!?”
เรกูลัสขยับไปคว้าเสื้อคลุมมาสวม ยังคงยืนยันคำเดิม “ฉันไปด้วย”.
มันอาจดีกว่าก็ได้ เพราะเซเวอรัสอาจหลบไม่พ้นตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าคุกใต้ดิน และที่สำคัญคือเขาอยากรู้ว่าซีเรียสพยายามปกปิดอะไรอยู่
เขารู้จัก พี่ชาย มากพอที่จะรู้ว่าหมอนั่นยอมที่จะทำอะไรบ้าบิ่นเพียงเพื่อที่จะปกป้องใครสักคนน่ะเป็นยังไง
.
“ขอบคุณ” เซเวอรัสพูดอะไรไม่ออกไปมากกว่านั้น
.
พวกเขาเดินเข้ามาในป่าต้องห้ามกันแค่สองคน เรกูลัสค่อยๆเกะรอยตามไปเรื่อยๆ ดูเหมือนพวกนั้นจะกระจายตัวกัน เพราะร่องรอยถูกแบ่งออกเป็นสามทาง พวกเขาตัดสินใจจะไปตรงกลางด้วยการเลือกสุ่ม
.
ป่าต้องห้ามเงียบสงัด แน่นอนว่าเวลานี้นอกจากพวกเขาทั้งห้าคนที่กระจัดกระจายกันก็คงไม่มีคนอื่นอีก สัตว์ต่างๆก็คงกลับเข้ารังหรือนอนหลับ เซเวอรัสไม่คิดว่าที่นี่จะมีสัตว์ที่ร้ายกาจจริงๆ นอกเสียจากว่าจะมีใครไปทำร้ายก่อน
.
“พวกเธอมาทำอะไรที่นี่!” เสียงร้องตะโกนพร้อมกับฝีเท้าระรัวดังใกล้ขึ้น เซเวอรัสสะดุ้งในขณะที่เรกูลัสพยายามจะนิ่ง
เซนทอร์เดินเข้ามาหาพวกเขา ดูท่าทางโกรธจัดมากทีเดียว
คนที่เป็นหัวหน้ามีท่อนบนเหมือนผู้ชาย ตวัดสายตามองเฉียบคมน่าหวาดกลัว
“ผม– ผมมาหาเพื่อน”
“พวกเธอไม่ได้รับอนุญาต” เขาตวาดชี้นิ้วมา ส่วนเซนทอร์คนอื่นๆยกธนูขึ้นเตรียมยิง
“มันจำเป็น—“
พวกเขาไม่ฟัง แต่โชคดีที่ทั้งเซเวอรัสและเรกูลัสเองก็ไว พวกเขาคว้าไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาร่ายเวทย์ป้องกันได้ทัน เสียงร่ายเวทย์ดังไปเป็นระยะกว้าง ทั้งสองคนหาทางหนีที่ไล่จนกระทั่งมีหมาดำตัวหนึ่งกระโจนเข้ามาขวาง
หมาตัวนั้นมีขนสีดำ ดวงตาสีเหลืองทอง กระโดดเข้ามางับชายเสื้อคลุมของเรกูลัสแล้วเดินลากถอยหลัง เซเวอรัสรีบถอยหนีตามไปด้วย จนกระทั่งทั้งคู่ออกนอกเขตเซนทอร์ไปนั่นแหละการปะทะถึงได้หยุดลง
เรกูลัสหันมาร่ายเวทย์ใส่หมาที่กัดจนปลิว มันพลิกตัวมาแล้วเริ่มตั้งท่าขู่กับเรกูลัสอย่างเอาเรื่อง
ส่วนเซเวอรัสยังคงตกใจไม่หาย พอได้ยินเสียงเจมส์นั่นแหละถึงได้สติกลับมาบ้าง
“เท้าปุย! เท้าปุย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
หมาดำตัวนั้นหยุด แล้ววิ่งหนีหายไปอีกทาง จังหวะเดียวกับที่รีมัสปรากฏตัวเข้ามาอีกคน
“เรกูลัส? เสนป?”
.
“พวกนายไม่เป็นอะไรนะ?” รีมัสถามอีก ส่วนเจมส์มองทั้งสองคนพร้อมตีหน้าดุ
“มาทำอะไรที่นี่?”
เรกูลัสไม่ตอบ แต่เปลี่ยนเรื่องแทน
“แล้วซีเรียสไปไหน?”
“ฉันหลอนไปเองหรือเปล่าว่าได้ยินเสียงเรกูลัสถามหา?” ซีเรียสเดินเข้ามาจากทางด้านหลังเจมส์พร้อมพูดขึ้นให้ได้ยิน ปัดๆฝุ่นตามเสื้อผ้าแล้วเงยหน้ามาสบตาน้องชายด้วยแววตาวาววับ
.
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง” รีมัสลองดุดูบ้าง เพื่อทั้งสองคนจะยอมตอบ แต่เซเวอรัสก็ตีหน้ามึนใส่ ส่วนเรกูลัสหันไปจิกตาใส่พี่ชายแบบไม่สนใจอะไรรอบตัวในตอนนี้ทั้งนั้น ทำให้คุณพรีเฟคถึงกับถอนหายใจ ไม่เข้าใจว่าทำเวรทำกรรมอะไรมาถึงได้เจอแต่พวกดื้อด้านจอมก่อเรื่อง
.
“แล้วได้อะไรมาบ้าง” เซเวอรัสโพล่งถามในที่สุด เจมส์ที่พอจะดุแต่ก็ดุไม่ขึ้นเลยยอมแพ้จนได้
“ฉันได้มาสาม พวกนายล่ะ?”
“สี่” รีมัสตอบ ส่วนซีเรียสยักไหล่
“อะไร นี่ฉันแพ้พวกนายเหรอ? ได้มาแค่สามอย่างเท่านั่นแหละ”
“งั้นก็ขาดอีกแค่อย่างสองอย่าง?” เซเวอรัสถามกลับอีก “ให้ทายคงเป็นหญ้าสาบปลากับดอกกลิ่นจันทร์”
เจมส์พยักหน้า “ใช่ ของพวกนั้นอยู่ในป่าลึกไปอีก เข้าไปในรังของพวกเซนทอร์เลยด้วยซ้ำ”
“อันตราย..” เรกูลัสพึมพำ แต่พวกกริฟฟินดอร์ทั้งสามคนที่รักการผจญภัยโดยสายเลือดและเนื้อแท้กลับพูดขึ้นแบบไม่เดือดร้อน
“เราไม่มีเงินมากขนาดไปซื้อจากตลาดมืดจริงนี่จริงไหม?”.
.
ทั้งห้าคนตัดสินใจวางแผนเข้าไปใหม่ ดูจากสภาพแล้วคงต้องมีคนล่อและใครเข้าไปด้านใน
และแน่นอน พวกเขาไม่ปล่อยให้ลูกคุณหนูสลิธีรินเป็นคนล่อแล้วโดยฆ่าตายตั้งแต่สิบนาทีแรกหรอก
เรกูลัสแยกเขี้ยวใส่ตอนได้ยินคำพูดนั้นเพราะออกจะเป็นการดูถูกไปสักหน่อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาสู้ไม่เก่งเท่าพวกนั้นก็เป็นเรื่องจริง.
เรกูลัสมีฝีมือมากพอที่จะลักลอบเข้าไปข้างในได้ แต่ซีเรียสยืนยันจะตามเข้าไปช่วยมากกว่าจะยืนอยู่วงนอกเฉยๆ. เจมส์ที่เห็นอย่างนั้นเลยเปลี่ยนใจส่งลูปินเข้าไปด้วยอีกคน เพื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้มีคนช่วยได้ทัน
และที่สำคัญ ถ้าลูปินไม่อยู่อาจสะดวกกว่าสำหรับเขาและซีเรียสก็ได้

เจมส์เป็นคนเดินเข้าไปคนแรก ส่วนซีเรียสที่พอเห็นว่าไม่มีคนอื่นนอกจากพวกเขาสองคนก็กลายร่างเป็นหมาสีดำในทันที ยืนจังก้าแยกเขี้ยวขู่อยู่ข้างเพื่อน
“ผมว่าเรามีวิธีที่ดีกว่าสู้กันนะ”
เซนทอร์ไม่ฟัง –เจมส์คิดสงสัยว่าพวกเขาเคยฟังใครกันบ้างหรือเปล่า.
ธนูห่าใหญ่ตกลงมาที่พวกเขา ส่วนซีเรียส –เท้าปุย– ก็อาศัยความเร็วและความปราดเปรียวกระโจนเข้าไปกลางวง ฝังเขี้ยวลงไปกลางเนื้อของเซนทอร์ซักตนจนได้ สาบานได้ว่าในสายตาของเจมส์ เขาคิดว่าหมอนั่นดูจะสนุกสนานเกินเหตุไปเสียหน่อย
แต่ปล่อยไปสักครั้งก็ได้ พวกเขายังไม่อยากตายคาป่าต้องห้ามตั้งแต่ตอนนี้
.
หรืออย่างน้อยๆก็ไม่ใช่เวลานี้ ไม่ใช่ในตอนนี้เพื่อนของพวกเขาอยู่ในอันตราย
.
………………….
.
เซเวอรัสรู้สึกว่าเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากวิ่งตามหลังทั้งสองคนอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ .รีมัสเป็นพวกคมในฝัก เขาพอรู้อยู่ ส่วนเรกูลัสเองก็มีฝีมือ แค่ไม่มีโอกาศได้โชว์
“นายมั่นใจนะว่าของจะอยู่ตรงนั้น?” เรกูลัสถามย้ำเสียงเบา
“มั่นใจ”
เซเวอรัสตอบสั้นๆ ดวงตาหลุบลงวูบหนึ่ง เมื่อตนเองพูดความจริงไปไม่หมด
หญ้าสาบปลาเก็บได้ตลอดทั้งปี แต่ตอนนี้เขาไม่มั่นใจว่าแสงจันทร์จะมากพอจะเก็บดอกกลิ่นจันทร์ได้หรือเปล่า แต่ได้แต่ภาวนา และหวังว่ามันจะไม่สูญเปล่า.
.
เก็บหญ้าสาบปลาไม่ได้ยากอย่างที่คิด มันอยู่ริมแม่น้ำแค่อาจต้องใช้เวลามองหาสักหน่อย แต่ถ้าคุณมีคนที่ได้คะแนนเต็มวิชาปรุงยาอย่างเซเวอรัส สเนปมาด้วย นั่นก็กลายเป็นเรื่องเล็กๆ
อาจเป็นที่สัญชาติญาณหรือความเป็นจริง แต่เรกูลัสคิดว่ามันออกจะง่ายไปเสียหน่อย
เขาไม่ได้คาดหวังให้มันยาก เพียงแค่— กับวัตถุดิบหายากและฝ่าฝูงเซนทอร์มันก็ควรจะยากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?
.
เซเวอรัสชี้ให้พวกเขาเห็นเนินดินเล็กๆตรงกลางป่า เป็นลานวงกลมที่ไม่มีต้นไม้ปรากฏขึ้นมา.ยกเว้นต้นใหญ่ต้นเดียวตรงกลาง แสงจันทร์ส่งสว่างทำให้ต้นตรงกลางเปล่งประกายสีขาว ทั้งสามคนตาวาว.
ต้นไม้ที่เคยเห็นแค่ในตำรา.
เซเวอรัสพุ่งเข้าไปก่อน ทั้งสองคนไม่ได้รีบตามไป เพียงแต่รอคุ้มกันอยู่รอบนอก
โชคดี –โชคดีจริงๆที่ตอนนี้แสงจันทร์มากพอ
.
“จะไม่มีใครเอาดอกกลิ่นจันทร์ออกไปได้ทั้งนั้น!” มีเสียงประกาศก้อง เซเวอรัสหันขวับ ภาพที่เขาเห็นคือเซนทอร์ตนหนึ่งยืนมองเขาด้วยท่าทางไม่พอใจ ส่วนตนหนึ่งลากแขนรีมัสที่ไม่ได้สติกลับเข้ามา
เซเวอรัสตกใจที่ไม่เห็นเพื่อนตนเอง แต่คิดเอาว่าถ้าเกิดว่าไม่ได้โดนลากเข้ามาก็คงปลอดภัย
“ผมจำเป็น—” เขารีบพูด
“ไม่มีวัน!”
ธนูลูกหนึ่งเฉี่ยวไปที่หัวไหล่ มันไม่ได้ปวดแต่แสบร้อน พร้อมทำให้หนังตาหนักอึ้งในฉับพลัน. เซเวอรัสหมดแรงล้มตัวลงบนพื้นจนกระทั่งได้ยินเสียงร่ายเวทย์ปลดอาวุธ
เขาสะลึมสะลือแทบไม่ได้สติแต่รู้สึกตัวว่ามีใครบางคนยกเขาขึ้นจากพื้น
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้ว่าเป็นเจมส์
เขาแค่คิดว่าคงเป็นเจมส์ แค่นั้นแหละ.

i was loved you 3

3. mischief managed


คงจะบอกได้ว่าวันนี้เป็นวันที่ดีวันหนึ่งของเซเวอรัส เสนป
เขาตื่นขึ้นมาอย่างสงบสุข ไปที่ห้องโถง จัดการมื้อเช้า เข้าเรียน โดยที่ไม่ต้องมีพวกตัวกวนมากวนให้วุ่นวาย
อันที่จริงแล้วเขาเดินสวนกับพวกนั้นด้วยซ้ำ
รีมัสยิ้มให้อย่างสุภาพตามนิสัย พยักหน้าขึ้นลงแทนคำทักทายแล้วผ่านเลยไป
ส่วนเจมส์เหลือบมามองเขา ยิ้มให้เร็วๆเกินกว่าจะมองทันเสียอีก
ส่วนอีกสองคนที่เหลือ ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน ซึ่งแค่นั้นก็มากเกินพอสำหรับเซเวอรัสอยู่แล้ว
.
“ฉันไม่รู้ว่าควรจะประหลาดใจหรือดีใจมากกว่าที่พวกเขาไม่แกล้งนาย” เรกูลัสพึมพำพลางสายตาก็ตวัดมองพี่ชายอย่างเกรี้ยวโกรธ ถึงอีกฝ่ายจะไม่เหลียวมองมาสักนิดเลยก็ตาม
เซเวอรัสคิดว่ามันอาจหนักหนาเกินไปสำหรับซีเรียสก็ได้ที่ต้องรับมือทั้งเขาและน้องชายที่ถูกทรยศของตนเองไปพร้อมๆกัน เขาถึงเลือกที่จะไม่สนใจเลยแม้สักเสี้ยวเดียว
“มันเป็นเรื่องดีแล้ว”
เขาตอบ ไม่รู้ว่ายืนยันกับตนเองหรือว่าเรกูลัสมากกว่ากัน
.
แต่ตอนเย็นทุกอย่างก็ตรงข้ามเหมือนดับไฟ เซเวอรัสนึกสาปแช่งอะไรก็ตามที่เล่นตลกต่อโชคชะตา
เขาเริ่มคิดจริงจังว่ามันอาจเป็นยาโชคร้ายจริงๆก็ได้
.
เจมส์ลักพาตัวเขาอีกรอบ –หมอนั่นหลบอยู่ข้างผนัง รอจังหวะที่เขาเดินผ่านซึ่งสาบานได้ว่าไอ้คนที่เบียดมาก็หน้าคล้ายปีเตอร์หรือซีเรียสอย่างแปลกประหลาด จนกระทั่งอยู่ในระยะอ้อมแขน เจมส์คว้าตัวเขาเหวี่ยงไปทางเดินแยกที่ไม่มีคน ที่ซึ่งรีมัสยืนยิ้มหน้าเป็นรออยู่อย่างน่าหงุดหงิด
.
“โทษที” เจมส์พูดกึ่งหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าหงุดหงิดของเซเวอรัส ยกมือขึ้นทั้งสองข้างแบบยอมแพ้ “แต่นี่มันวิธีที่ดีสุดแล้วนี่นา”
เซเวอรัสหงุดหงิดขึ้นไปอีก
“นายมันไร้สมองจริงๆ พ็อตเตอร์”
แต่คนโดนด่ากลับยิ่งอารมณ์ดี ยิ้มแป้น แล้วไม่ต่อปากต่อคำด้วยยิ่งดูน่าหงุดหงิด จนกระทั่งรีมัสรีบชิงพูดก่อนที่จะได้มีคนต่อกัน
“เรามาถามความคืบหน้า”
.
เซเวอรัสหยิบกระดาษจากในกระเป๋าเสื้อออกมาให้ ซีเรียสเข้ามาดึงไปอ่านก่อนจนโดนสายตาห้ามปราบของคุณพรีเฟคเข้าให้.
“แน่ใจนะว่าใช้ได้?” ซีเรียสถามเสียงต่ำ
“ก็ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว”
“ไม่ได้ตั้งใจหามากกว่า” น้ำเสียงกรรโชกในลำคอเหมือนหมาขู่ –หมาบ้าด้วย– เซเวอรัสไม่รู้ว่าควรจะเสียเวลาต่อปากต่อคำด้วยหรือเปล่า แต่ก็โชคดีที่รีมัสเองก็เหมือนจะทนดูไม่ได้
.
“ซีเรียส” รีมัสห้ามบ้าง “ถ้าไม่หยุดทะเลาะก็ไปช่วยดูต้นทางกับปีเตอร์ แล้วปล่อยให้ฉันกับเจมส์จัดการตรงนี้”
“ฉันไม่ปล่อยให้นายอยู่คนเดียวกับ—“
“เจมส์ก็อยู่”
ซีเรียสเถียงไม่ออก ยอมหุบปากเงียบ ในขณะที่เจมส์เหมือนจะนิ่งคิดอะไรสักอย่าง ชิงกระดาษออกจากมือเพื่อนมาถือเอาไว้เอง.
“ฉันจำได้ว่าเห็นในหนังสือลิสต์ยาวกว่านี้?”.
เซเวอรัสเหลือบตาขึ้นไปมองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจที่สังเกตเห็น
“ก็ใช่” เขาตอบ “แต่มีบางอย่างที่มี แล้วบางอย่างที่ต้องเป็นฉันไปหาเองด้วย น่าจะเร็วกว่า อีกแค่สามสัปดาห์ก็จะพระจันทร์เต็มดวงแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“ยังไงก็คงไม่ทันรอบนี้หรอก” รีมัสละสายตาจากซีเรียสกลับมามอง พูดขึ้นแทรก “ไม่ต้องรีบมากก็ได้”
.
“ถ้าทันก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ?”
มนุษย์หมาป่ายักไหล่ ในขณะที่เจมส์พยักหน้ากับรายการของที่ต้องหาแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาพูดลอยๆ

“ดูเหมือนน่าจะหาได้ในป่าต้องห้าม แฮร์กริดเพื่อนเราน่าจะช่วยได้”.
เซเวอรัสยืนมอง พวกเขาคุยกันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งๆที่มันเป็นการแหกกฎไปอีกสักราวๆสิบถึงสามสิบข้อเลยทีเดียว แค่นึกก็สงสัยว่าบ้านกริฟฟินดอร์เอาคะแนนจากไหนมาชนะ? หรือบางทีปีนี้ถ้วยบ้านอาจเป็นของสลิธีริน?

.

“เซเวอรัส เซเวอรัส” เสียงเรียกคุ้นหูของเรกูลัสทำให้ทุกคนในตรงนั้นมองหน้ากัน ซีเรียสมุ่นคิ้วตีสีหน้ากระอักกระอ่วนในขณะที่เจมส์เลิกคิ้ว พยักเพยิดไปตามต้นเสียง

“รีบไปเถอะ ก่อนที่แบล็คคนน้องจะสงสัย”

.

“แล้วเราจะไปหาของในป่าต้องห้ามไม่ให้ถูกสงสัยได้ยังไง?” ซีเรียสเปิดประเด็นทันทีที่พวกเขาอยู่กันสี่คน รวมปีเตอร์ที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาหลังจากเห็นเซเวอรัสเดินออกไปแล้ว
“นายยังมีพลุระเบิดอีกหรือเปล่าซีเรียส? หรืออะไรก็ตามที่ส่งเสียงดังๆ ยิ่งโดนหักคะแนนเยอะๆยิ่งดี”
.
“โว้ว.. .นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีนะคุณพ็อตเตอร์” รีมัสรีบส่งเสียงห้าม ในฐานะพรีเฟคแล้วก็คงยากที่จะปล่อยไปได้ แต่แย่ที่เขาไม่ได้มีอำนาจที่จะห้ามในตอนนี้ ไม่ใช่ในตอนที่มีซีเรียสเห็นด้วย เจมส์กู่ไม่กลับแน่ๆ
“เดี๋ยว นายจะทำผิดเพื่อโดนลงโทษให้กัดบริเวณในป่าต้องห้ามเนี่ยนะ?” ปีเตอร์ย้อน ส่วนเจมส์ยังคงนัยน์ตาเป็นประกาย. จนกระทั่งได้ยินความคิดของซีเรียสนั่นแหละถึงได้เปลี่ยนใจ.
“เจมส์ ถ้าจะสร้างเรื่องแบบนั้นโดนกักบริเวณในหอแหงๆ นายต้องสร้างเรื่องกับบ้านอื่น ชัวร์กว่า”
“อย่าบอกนะว่า…”
“อ่าหะ —น้องชายที่รักยิ่งของฉันไง” ทั้งคู่หูบ้าบิ่นตีมือกันอย่างยินดี ทำเอาอีกสองคนที่ต้องคอยห้ามกุมขมับ
.

เวร เวร เวร!!
.

………………………………….

รีมัสพอเดาได้เลยว่ามื้อค่ำวันนั้นจะเป็นที่โจษจันไปอีกนานแน่ๆ

.

ซีเรียสเดินเข้าไปหาน้อง ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกขยำไม่มีชิ้นดี พอไปถึงที่คุณชายแบล็คคนเล็กนั่งก็โยนเศษจดหมายให้ แล้วคว้าคอเสื้อให้ลุกขึ้นมาประจันหน้า
“ไอ้ลูกหมา แกทำอะไรวะ”

เล่นใหญ่ชิบหาย
.

เรกูลัสยังคงพยายามใจเย็น ในขณะที่เจมส์กำลังวิ่งเข้าไปห้าม แต่ไม่ทัน หมัดลุ่นๆของซีเรียสปะทะแก้มของเรกูลัสเสียงดังลั่น

กลิ่นคาวเลือดนั่นเป็นของจริง

.

คราวนี้ล่ะเป็นเรื่องจริงๆ คนน้องเหมือนหมดความอดทนอีกต่อไปแล้ว ต่อยกลับคืนแรงพอกัน –หรืออาจแรงกว่า

รีมัสเริ่มสงสัยว่าไอ้ความบ้านี่อยู่ในสายเลือดหรือเปล่า เพราะเรกูลัสเองก็ดูบ้าพอกัน.
“อย่ามาพูดพล่อยๆ
!
“เรกูลัส พอ
!” เซเวอรัสพยายามห้าม เสียงเย็นๆของเขาใช้ไม่ได้ผล ไม่พอจะดับไฟทั้งคู่ได้ ในขณะที่เจมส์จะเข้าไปคว้าแขนเพื่อน แต่ก็หลุดมืออยู่เรื่อย

“พอได้แล้วพวกเธอทุกคน!” เสียงทรงอำนาจของศาสตราจารย์มักกอนนากัลดังขัดจังหวะ ทุกอย่างเงียบกริบฉับพลัน
ซีเรียสแยกกับเรกูลัสเองอัตโนมัติ เนื้อตัวเละเทะพอกันทั้งคู่
“คุณแบล็ค ทั้งคู่เลย มาพบฉันที่ห้องทำงานด้วย”

.

เซเวอรัสอาศัยจังหวะนั้นคว้าจดหมายขึ้นมาเปิดดู
มันเป็นกระดาษเปล่า.
เขาเหลือบมองเจมส์ที่พยายามซ่อนรอยยิ้มเอาไว้แต่ก็ไม่มิด ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหารีมัสที่ดูหนักใจอยู่มุมห้อง
พอเข้าใจอะไรขึ้นมาก็ถอนหายใจ –คิดว่าถ้าไม่รู้ก็อาจดีกว่าก็ได้

.

พอทั้งสองคนออกไปทั้งห้องโถงก็เริ่มกลับมามีเสียงคุยกันเหมือนทุกที แต่หูหนวกก็ยังรู้ว่าพวกเขาคุยกันถึงประเด็นของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งนั้น

เจมส์แค่นเสียงเบาๆกับตนเองแล้วรีบเดินกลับที่นั่งไปเจอกับรีมัส มั่นใจเต็มร้อยว่าภายในไม่กี่วันนี้ทั้งเขาและซีเรียสต้องถูกส่งไปป่าต้องห้ามพร้อมๆกัน ดีไม่ดีเรกูลัสกับรีมัสอาจติดร่างแหตามมาด้วยก็ได้

.

แต่ไม่ทันที่เจมส์จะทันได้จัดการกับมื้อค่ำของเขาเสร็จ เขาถูกเรียกตัวไปพบ พร้อมกับรีมัสที่อาสาตามไปด้วย

…………..

ห้องทำงานของศาสตราจารย์มักกอลนากัลไม่มีอะไรใหม่สำหรับพวกเขา ตัวกวนทุกคนล้วนเข้าห้องนี้กันจนเคยชินกันทั้งนั้น

“คุณพ็อตเตอร์ รู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรผิด?”

“ดอกไม้ไฟพ่อมดคราวที่แล้วน่ะเหรอฮะศาสตราจารย์?”
“คุณเป็นคนส่งจดหมายทำให้ซีเรียส แบล็คกับเรกูลัส แบล็คทะเลาะกันจริงหรือไม่?”
.

เจมส์พยายามตีสีหน้ารู้สึกผิด แต่แม้กระทั่งในสายตาของรีมัสนั่นกลับยิ่งดูน่าโมโหมากกว่าเดิมอีก เขาไม่แปลกใจเลยถ้าศาสตราจารย์จะเพิ่มโทษให้อีกเท่าตัว

“ผมแค่จะแกล้งเขา ไม่คิดว่าเขาจะไปต่อยกับเรกูลัสจริงๆฮะ”

“ฉันจะลงโทษพวกคุณยังไงดีนะ” หล่อนพูดอย่างเหนื่อยใจ “ไปช่วยแฮร์กริดเลี้ยงเจ้าเขี้ยวก็แล้วกัน ส่วนเรกูลัส ฉันจะส่งเรื่องนี้ไปที่อาจารย์ประจำบ้านของเธอให้เขาตัดสินอีกที”

เรกูลัสพยักหน้า ตวัดสายตามามองพี่ชายอย่างไม่พอใจทีหนึ่งก่อนจะเดินออกไป ส่วนรีมัสอาศัยจังหวะนี้ในการพูด

“ศาสตราจารย์ครับ ผมในฐานะพรีเฟคและเพื่อนพวกเขา แต่กลับไม่ได้ห้าม ผมขอรับความผิดนี้ด้วยครับ” ซีเรียสหันหน้ามามองด้วยความประหลาดใจฉับพลัน รีบร้องห้าม

“ไม่– ไม่– ศาสตราจารย์ เขาไม่ผิดอะไรด้วยนะครับ”
.

ศาสตราจารย์มักกอลนากัลเหลือบมองพวกเขาทั้งสามคนแล้วถอนหายใจออกมาอีกรอบหนึ่ง

“ได้ คุณลูปิน ไปคุมพวกเขา ฉันฝากด้วย”

.

แผนลวงสำเร็จแล้ว

 


สำหรับตอนที่ 3 แอบรู้สึกว่าฝีมือไม่ค่อยนิ่งเลยค่ะในการเขียนนิยาย.. ต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะ

Fictober day 2 : tranquil

คำว่าเงียบสงบกับว่างเปล่าบางทีมันก็แค่มีอะไรบางๆกั้นระหว่างกัน
.
ถ้าอยู่ในห้องหนึ่งห้อง ความสงบจะทำให้อาเธอร์ได้คิด แต่ความว่างเปล่ามันจะทำให้ไปถึงขั้นฟุ้งซ่าน.
เขาตื่นมาพร้อมกับความสงบ
แต่พอเปิดประตูห้อง เห็นร่างของเพื่อนสนิทนอนกองหมดสภาพอยู่ที่โซฟาก็คิดเอาว่าอีกฝ่ายคงเจอกับความว่างเปล่า
.
ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีใครเห็นริชาร์ดเมาไม่ได้สติ รวมถึงอาเธอร์ที่รู้จักกันมาเกือบๆสิบปีก็ด้วย
เขาคิดว่าจะโทรหาอลันหรือมิเกลให้มาเก็บ แต่พอเห็นโทรศัพท์ของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยสายไม่ได้รับจากทั้งสองคนเลยตัดใจที่จะไม่โทร
.
เพราะเขาคิดเอาว่าถ้าริชาร์ดอยากคุย ก็คงจะรับสายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
–และถ้าเป็นอย่างนั้นคือเขาควรจะมีเช้าที่สงบสุขของตนเอง
.
อาเธอร์เหลือบตามองเพื่อนสนิทแล้วก็ถอนหายใจ เขาควรจะทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยๆก็ให้มันสงบลงบ้าง ไม่ใช่ตื่นมาก็ร้องให้ พอเย็นก็เมาจนหลับ วนเวียนไปมาเหมือนคนบ้า –หรือบางทีมันอาจบ้า?–
เขาถอนหายใจอีกรอบ ถึงบ้าก็เพื่อนล่ะวะ
.
“ริช ตื่น”
.
นี่มันหลับหรือตาย
.
“ริช ตื่นเดี๋ยวนี้”
.
เจ้าคนต้นเรื่องยอมสลึมสลือปรือตาขึ้นมามอง ยังไม่สร่างเมาดี แต่ดูเหมือนจะพอคุยรู้เรื่องแล้ว
“ไปอาบน้ำ นายน่าจะใส่เสื้อผ้าฉันได้ หยิบเอาจากในตู้เลย”

คนฟังมุ่นคิ้ว
“นายจะพาฉันไปไหน?”
“หยุดถาม แล้วไปอาบน้ำแต่งตัว เร็ว” ริชาร์ดยังคงสงสัย แต่มองอาเธอร์ที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกก็พอเดาออกว่าตนเองจะไม่ได้คำตอบอะไรอีกในเช้านี้ เขายอมลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไปอาบน้ำจนได้
.
พวกเขาขับรถอยู่นานมาก ริชาร์ดหลับไปรอบหนึ่งตื่นมาก็ยังไม่ถึงปลายทาง. จนกระทั่งเขาเริ่มเห็นต้นสนตั้งเป็นแถวเรียงราย เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังเป็นจังหวะ เขาถึงได้รู้ว่าอาเธอร์พามาที่ไหน

“นายพาฉันมาทะเลเนี่ยนะ?”

“เออ” อาเธอร์ตอบกลับ หยุดลงตรงที่จอด หน้าพวกเขาเป็นทะเลกว้างสีฟ้าครามสุดขอบฟ้า “สถานที่ยอดฮิตของคนอกหัก”

ริชาร์ดเบ้หน้า ในขณะที่อาเธอร์แค่นเสียงหัวเราะ เอื้อมมือไปโยกหัวเพื่อนด้วยความเคยชินแบบที่ชอบทำกับทั้งคนสนิททั้งเพื่อนอย่างริชาร์ดและน้องสาวอย่างลิเอียน
“ทะเลมันช่วยคลายเครียดได้จริงๆนะ”
.
“ทำไมนายเป็นคนแบบนี้แต่ยังไม่มีแฟนวะ” ริชาร์ดถามคนข้างตัว “อย่าบอกนะว่าลิเอียนหวง?”

“เปล่า”

พวกเขาเดินไปตามชายหาด ทิ้งรอยเท้าไว้ด้านหลัง ปล่อยให้มันถูกลบไปพร้อมกับคลื่นลม
“เลือกมากงั้นสิ?”
“ฉันมีคนที่ชอบแล้ว”
“จริง?” ริชาร์ดตกใจ เพื่อนเขาร้ายวันพันปีไม่เคยเปิดเผยเรื่องความรักกับใคร เหมือนมีแต่น้องสาวเท่านั้นที่อยู่ในหัว
“จริง แต่โชคร้าย เธอมีแฟนแล้ว”
“โอเคเหรอวะ?”
อาเธอร์หันมามองแล้วยักไหล่ “แค่เห็นเธอมีความสุขก็โอเค”
“แล้วตอนนี้เธอเป็นยังไง?”
“กำลังจะแต่งงานกับแฟนแล้ว” ริชาร์ดไม่รู้จะปลอบอะไร เขาได้แต่ตบหลังเพื่อนเบาๆอย่างปลอบใจ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ทริปคนอกหักชัดๆ”
“ฉันชอบมาที่นี่ตอนที่ฉันไม่โอเค” อาเธอร์พูดต่อ “ตอนที่ยอมรับไม่ได้ว่าเธอกำลังมีความสุขกับเขา”
.
“มันทำให้สงบเสมอแหละ”
.
คราวนี้ริชาร์ดอดเห็นด้วยไม่ได้
พวกเขาไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เดินไปตามชายหาดอย่างเงียบเชียบ ฟังเสียงคลื่นและลม เสียงเสียดสีกันของใบไม้– แล้วปล่อยให้เวลาเยียวยา

Fictober day 1 : poisonous

อลันน่ะเหมือนยาพิษ
.
มิเกลเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าอลันเหมือนยาพิษ ล่อลวง ดูดี แต่พิษร้ายถึงตาย
บางคราวก็กลมกลืนไปกับทุกอย่างโดยรอบจนจับตัวไม่ได้ ไม่มีวันรู้ตัวเลยว่าจะโดนยาพิษเข้าเมื่อไหร่
.
อาจเป็นแก้วเหล้าที่สอง ที่สาม หรือสี่
บางทีอาจเป็นตอนจูบ–
ใช่ คงเป็นตอนจูบนั่นแหละ
อลันโดนพิษนั่นเข้าให้แล้ว
.
มันดีกว่าที่คิด –เขายังไม่ตาย– อันที่จริงคือในวินาทีแรกนั้นรู้สึกมีชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเสียด้วยซ้ำ
แต่ในวินาทีถัดมาที่โลกกลับมาหมุน ความเป็นจริงเวียนเข้ามาปะทะ
.
เขาดิ่งลงนรก และตายทั้งเป็น
.
“ถ้า— ถ้า–ริชมาเห็น–” อลันเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ สบกับดวงตาสีครามคู่นั้น รู้สึกเหมือนโลกหมุนช้าลงไปอีกหนึ่งจังหวะ หรือบางทีอาจเป็นหัวใจของเขาเองที่เต้นช้าลง
“ริชไม่อยู่ที่นี่”
“ไม่– ไม่ใช่— ถ้ามีคนไปบอกริช–“
มิเกลเหยียดยิ้ม แค่นหัวเราะ ดูร้ายกาจแต่มีเสน่ห์ในคราวเดียว
“จะไม่มีใครไปบอกริชทั้งนั้น”
.
อลันรู้สึกผิด ต่อทั้งตัวเอง ต่อทั้งมิเกล ต่อทั้งริชาร์ดผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคนที่เคารพนับถือ
คิดไปว่าบางที ถ้าโดนยาพิษจริงๆอาจดีกว่าก็ได้
.
“เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก”
.
หรือบางทียาพิษนั้นอาจไม่ถึงตาย แค่มอมเมาไปจนกว่าจะแผดเปาให้ตายกันไปข้าง.
บางทีนี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ริชาร์ดหลง หลายคนชอบท้าท้ายกับความอันตราย หวังจะกุมพลังที่ควบคุมได้ แต่เปล่าเลย พวกเขาไม่ได้ควบคุมได้– มันกลับยิ่งทวีความอันตรายเป็นสองเท่า เป็นเชื้อเพลิงที่ราดเข้ากองไฟจนกว่าจะมีใครคนที่มาดับมันได้จริงๆ .
.
และบางทีนี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้อลันหลงเช่นเดียวกัน
แต่ต่างออกไป อลันไม่ได้ต้องการจะควบคุมเขาให้ได้แบบริชาร์ด อลันต้องการจะหยุดเขา
อาจมากเกินไป แต่อลันต้องการให้ริชาร์ดหยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่เขา
.
มิเกลจูบย้ำลงไปอีก หยุดความคิดของคนตัวเล็กกว่าได้ฉับพลัน อลันจึงคิดอะไรไม่ออกอีก เพียงแต่ว่า ใช่.. จูบของเขาอาจเคลือบไปด้วยยาพิษจริงๆโดยที่ไม่มีใครรู้ก็ได้

 

i was loved you 2

 

2. restricted section


เจมส์กลับขึ้นห้องมาตอนหัวค่ำแล้ว หลังจากทำบ้านโดนหักคะแนนไปเกือบๆห้าสิบคะแนนได้
ตอนนั้นทุกคนอยู่ในห้องกันพร้อมหน้า
“นายคิดว่าเขาจะปรุงยาให้เราจริงๆไหม?” ซีเรียสถามขึ้นเสียงเครียด ดูกังวลยิ่งกว่ารีมัสเสียเองที่ได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นท่าทางเกินเหตุของเพื่อนสนิท
.
มนุษย์หมาป่าตัวต้นเรื่องหมุนตัวจากโต๊ะเขียนหนังสือมามองหน้าเพื่อนๆทุกคนในห้อง
“ฉันไม่คิดว่าเขาจะผิดคำพูดนะ”
เจมส์พยักหน้าขึ้นลงแบบเห็นด้วย
“ฉันไม่คิดว่าเขาจะบอกใครด้วยซ้ำ”
“ทำไมล่ะ?” ปีเตอร์ถามขึ้นอย่างไม่ค่อยเข้าใจ “เขาจะเก็บมันไว้เป็นความลับทำไม?”
“คิดดูสิ มันคุ้มกว่านะถ้าจะเก็บความลับนี้ไว้แล้วค่อยเอามาต่อรองกันทีหลัง และที่สำคัญ ต่อให้เขาพูดไปจะมีใครเชื่อ?”
ว่าพลางคว้าแอปเปิ้ลมากัด ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงจนได้ยินเสียงเหล็กเสียดสีกันดังบาดหู
“คนเดียวที่เขาพูดได้ และคนเดียวที่พอเชื่อก็มีแค่เรกูลัสเท่านั้นแหละ” ซีเรียสชิงพูดต่อ เจมส์แค่นเสียงหัวเราะ ชี้นิ้วมาทางเพื่อนอย่างเห็นด้วย
รีมัสส่ายหน้าระอากับเพื่อนสนิททั้งสองคน แต่พอเขาคว้าเสื้อคลุมเจมส์ก็ผลุงตัว เด้งขึ้นจากเตียงอย่างว่องไว
“นายจะไปตรวจหอแล้วเหรอ?”
“ใช่”
“ฉันไปด้วย”
ทุกคนในห้องเงียบกริบด้วยความประหลาดใจพอๆกัน ในขณะที่เจมส์เหมือนจะไม่ใส่ใจ เดินไปคว้าผ้าคลุมลองหนออกมาจากหีบ
“นายจะไปทำไมเจมส์?” เป็นรีมัสที่ถาม “นายไม่มีหน้าที่อะไรด้วยซ้ำ”
“ฉันคิดว่าฉันมีเรื่องต้องทำนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอก”
สาบานได้ว่าไม่มีใครเชื่อ แต่ตอนนั้นเจมส์ก็ดูจริงจังเกินกว่าจะเถียงออก พวกเขาเลยปล่อยให้ชายหนุ่มสะบัดผ้าคลุมล่องหนขึ้นมาแล้วหายตัว เดินตามหลังรีมัสไปโดยที่ไม่มีใครมองเห็น
.
พวกเขาทั้งสองคนเดินไปตามทางเดินอย่างเงียบเชียบ รีมัสหยุดเมื่อถึงทางแยกที่เจมส์คิดจะเลี้ยวโดยที่เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำเดียวราวกับว่าอ่านความคิดได้
“ฉันหวังว่านายจะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่นะเจมส์”
“ฉันรู้” เจมส์ตอบกลับ “หรืออย่างน้อยๆฉันก็หวังดีนะ”
………………………………….
.
เซเวอรัสอยู่ในเขตหวงห้ามของห้องสมุด มันโง่เง่าสิ้นดีที่เขาจะยอมลงทุนเสี่ยงถึงขั้นนี้ แต่แน่นอนว่ายาวูลฟ์เบนไม่ใช่ยาที่จะหาได้ตามชั้นหนังสือทั่วไปได้แน่นอน
อันที่จริงมันไม่น่าแปลกใจเลยด้วยซ้ำถ้าเกิดว่าส่วนผสมในนั้นมีส่วนผสมต้องห้ามที่ต้องสั่งจากตลาดมืด
.
เขาไม่ได้ห่วงเรื่องขั้นตอนการปรุงยานัก แต่ห่วงเรื่องขั้นตอนการหาวัตถุดิบเสียมากกว่า
ต่อให้จะบอกให้พวกตัวกวนไปหากันมาเอง แต่เขาไม่ค่อยเชื่อมือนักหรอกว่าจะหามาได้ดีหรือตรงกับที่เขาต้องการจริงๆ
.
มือซีดไล่ไปตามสันหนังสือ ปากพึมพำชื่อมันไปด้วย จนกระทั่งเจอเล่มที่พอใจก็หยิบมาใส่อ้อมแขนสองสามเล่ม
เข้าเล่มที่สี่ก็มีใครบางคนเลื่อนมือมาหยุดไว้ก่อน ผลักหนังสือกลับเข้าชั้นก่อนที่จะได้ถูกดึงออกมา
“หนังสือต้องสาป” เสียงนั้นเป็นของเจมส์ แต่เซเวอรัสไม่เห็นอีกฝ่าย –อันที่จริงคือเห็นเพียงแค่ข้อมือ ซึ่งดูหลอนสิ้นดี– จนกระทั่งเขาเลื่อนเอาผ้าคลุมออก ถึงได้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มบ้านกริฟฟินดอร์”นายแน่ใจนะว่าต้องการเล่มนี้?”
เซเวอรัสผละมือออก  “นายมาทำอะไรที่นี่ พ็อตเตอร์”
“มาช่วยน่ะสิ” เจมส์ตอบกลับ “นายคงไม่อยากจะถูกหักคะแนนข้อหาลักลอบเข้าเขตหวงห้ามของห้องสมุดหรอกจริงไหม?”
“ฉันเอาตัวรอดได้”
“เชื่อเถอะว่าฉันมีทางที่ดีกว่า” เจมส์ชูผ้าคลุมให้ดู “ผ้าคลุมนี่รับรองว่าไม่มีใครหาเราเจอ”
“นายไปหามาจากไหน?”
ดูเหมือนเซเวอรัสจะลืมความหงุดหงิดเมื่อครู่ไปแล้ว หรืออาจตกใจเรื่องผ้าคลุมมากกว่า ดวงตาสีมรกตจ้องมองผ้าในมือด้วยความสนใจ
“ของตกทอดในตระกูลน่ะ” เจมส์ตอบสบายๆ แล้วชิงเอาหนังสือมาถือเอง “เร็วเข้า เรามีเวลาไม่มากหรอกนะ”
.
“บางทีมันอาจไม่เขียนตามตรงหรอกนะว่าเป็นสูตรยาวูลฟ์เบน” เซเวอรัสอธิบาย เขาไม่มั่นใจว่าเจมส์รู้เรื่องนี้แค่ไหน แต่ตอนนี้มีคนช่วยมันก็ดีกว่าจริงๆ “มันอาจซ่อนอยู่เป็นกลอน หรืออาจเป็นสูตรยาที่ใกล้เคียงกันแล้วเอามาปรับเปลี่ยนก็ได้”
“ยากชะมัด”
“สงสัยตรงไหนก็ถามฉันแล้วกันพ็อตเตอร์”

“ส่วนนาย จะหยิบหนังสือเล่มไหนก็บอกแล้วกัน เดี๋ยวจะไปโดนหนังสือต้องสาปอีก”
.
พวกเขากระจายกันไปคนละมุม แต่เขตหวงห้ามก็ไม่ได้กว้างขนาดนั้น เจมส์หันหลังชนผนัง นั่งอยู่ซอกระหว่างผนังอีกด้านและชั้นหนังสือ แบบเดียวกันกับเซเวอรัสที่นั่งอยู่อีกมุม เพียงแต่หันหน้าเข้าหากัน
.
ทั้งห้องเงียบสงัด มีเพียงแต่เสียงพลิกหน้ากระดาษให้ได้ยิน เซเวอรัสเริ่มคิดว่ามันอาจไม่มีสูตรยาที่นี่ก็ได้
แต่เขาจะไปหาที่ไหนได้อีก?
.
เซเวอรัสปล่อยความคิดเขาไปเรื่อย ระหว่างที่หยิบหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาเปิดหา
แต่เจมส์เดินเข้ามาแล้วยื่นหนังสืออีกเล่มให้ที
.
“ฉันคิดว่ามันอาจใช่”
.
เจมส์สัญชาติญาณดีมาก –เป็นสิ่งหนึ่งที่เซเวอรัสต้องยอมรับในตัวอีกฝ่าย
.
หนังสือเล่มที่เจมส์ยื่นให้อาจไม่ใช่ยาวูลฟ์เบนที่เขาต้องการ แต่ทว่ามันให้ผลที่ไกล้เคียงกันมาพอ หากปรับสูตรอีกนิดหน่อยล่ะก็ ถ้าเพิ่มเปลือกของต้นวิลโลว์ ถ้าเกิดว่าเพิ่มรากลิลลี่เข้าไปอีก มันอาจได้ผลก็ได้.
.
“มันอาจได้ผล –แต่ฉันไม่รับประกันหรอกนะ”
เจมส์มองเขาด้วยสายตาคาดหวัง จนแม้กระทั่งเซเวอรัสไม่เงยหน้าขึ้นไปมองก็พอรับรู้ได้
“แต่มันอาจเป็นอะไรที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่เรามี”
เซอเวอรัสรีบจดทุกอย่างที่จำเป็นลงกระดาษ เจมส์เหลือบมองลายมือเป็นระเบียบเหล่านั้นด้วยความทึ่งอยู่หน่อยๆ ก่อนที่จะคว้าหนังสือเล่มอื่นไปเก็บให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้เสียเวลา
.
เสียงฝีเท้าทำให้ทั้งคู่ชะงัก เซเวอรัสรีบพับกระดาษที่จดเข้ากระเป๋าเสื้อด้วยความระมัดระวัง ในขณะที่เจมส์รีบย่องกลับมาแล้วสะบัดผ้าคลุมทั้งสองคนเอาไว้
.
ใครบางคนร่ายเวทย์ลูมอสส่องเเสงสว่างอยู่ที่ปลายไม้กายสิทธิ์ เจมส์ไม่คิดว่าจะเป็นอาจารย์หรอก อาจเป็นแค่พรีเฟคสักคนเสียมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นถ้าเสี่ยงไปเจอคนที่เจรจาไม่ได้เข้าเดี๋ยวจะเป็นเรื่อง
ส่วนเซเวอรัสที่ไม่ได้คุ้นชินกับการกระทำผิดกฏได้แต่หลับตาลงภาวนา ขอให้เป็นใครสักคนที่เดินผ่านไปไม่สนใจพวกเขา หรืออาจเป็นเรกูลัสที่ออกมาเดินตามหา
.
“รีมัส” เจมส์พึมพำระหว่างเอาผ้าคลุมออก “โชคดีจริงที่เป็นนาย”
“ใช่ นายโชคดีมาก ไมเคิลเกือบจะมาตรวจตรงนี้แต่ฉันขอมาแทน” รีมัสตอบกลับ ในขณะที่เจมส์ยิ้มแย้ม ดูออกอยู่หรอกว่าเพื่อนรู้    รีมัสต้องรู้อยู่แล้วว่าเขามาในเขตต้องห้าม
“เจออะไรบ้างหรือเปล่า?” คราวนี้รีมัสเลื่อนสายตาไปหาเซเวอรัสที่กระพริบตาปริบๆ ลืมไปชั่วขณะว่าอีกฝ่ายก็เป็นพรีเฟ็คกริฟฟินดอร์ ซึ่งตอนนี้พอเข้าใจแล้วว่าทำไมแก็งค์ตัวกวนถึงได้ก่อเรื่องได้บ่อยๆ ถ้ามีเพื่อนเป็นพรีเฟคก็แทบจะเหมือนมีเส้นสายอยู่ในหมู่อาจารย์อยู่แล้วด้วยซ้ำ
.
“เจอ” คนที่ไม่ได้โดนถามตอบแทน “แต่ออกไปคุยกันข้างนอก หรือพรุ่งนี้เถอะ”
รีมัสพยักหน้าเห็นด้วย มองทั้งสองคนหายวับไปใต้ผ้าคลุมแล้วค่อยเดินนำออกไปจากเขตหวงห้าม
“นายจะบอกเขาไหม?” เซเวอรัสพึมพำถามขึ้นมาในตอนที่พวกเขาทิ้งระยะห่างมากพอที่จะกระซิบโดยที่รีมัสไม่ได้ยิน “จะบอกหรือเปล่าว่ามันอาจไม่ได้ผล?”
“ต่อให้มันจะได้ผลแค่หนึ่งในร้อย ฉันคิดว่ารีมัสก็ยินดียอมรับความเสี่ยง ฉันกลัวว่าเป็นซีเรียสด้วยซ้ำที่จะโวยวาย”
ประโยคหลังเขาพยายามจะพูดติดตลก แต่เซอเวอรัสไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมาตลกด้วย
พวกเขาแยกกันหน้าบันใดเวียน
“ฝากเรกูลัสด้วย” เจมส์พูดก่อนที่จะเลื่อนผ้าคลุมออก ส่วนรีมัสยืนรออยู่ชานบันไดไม่ใกล้ไม่ไกลไม่ได้แอบฟัง แต่เงียบขนาดนั้นยังไงก็ได้ยิน เลยรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดถึงน้องชายของซีเรียสทำไม “ฉันว่าซีเรียสก็เป็นห่วงเขา ต่อให้ไม่ได้พูดออกมา”
.
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้เซเวอรัส”
.
เซเวอรัสไม่ได้พูดอะไรตอบ ถึงแม้จะเป็นมารยาทที่ดีก็ตาม เขาสับสนเกินกว่าจะพูดอะไรทั้งนั้น
เจมส์ไม่ใช่คนที่เลวร้าย –แต่ที่เจ้าตัวเคยทำร้ายเขาก่อนหน้านั้น—
มันไม่ยุติธรรมเลยที่เจมส์ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยทะเลาะกันมา
.
หรือบางทีพวกเขาอาจโตขึ้น? หรืออาจเป็นที่เขาใจอ่อนเกินไป?
.
แต่ไม่ว่าจะยังไงเซเวอรัสบอกไม่ได้ว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่


ถ้าสงสัยว่าทำไมเซเวอรัสกับเจมส์ถึงดูไม่ค่อยทะเลาะกัน เราว่าเซเวอรัสน่ะใจอ่อนค่ะ ‘v’ สถาณการณ์ก็บังคับด้วยส่วนหนึ่ง จะมามัวแต่ทะเลาะก็โดนจับได้กันพอดี อะไรทำนองนี้ แถมที่สำคัญ เซเวอรัสเองอาจชินกับการที่มีเจมส์มาวนเวียน ป้วนเปี้ยน คอยเเกล้งอยู่แล้วด้วยค่ะ นอกจากนี้ เพราะความใจอ่อนของเซเวอรัส เลยเริ่มเห็นด้านที่ดีๆของเจมส์ด้วยค่ะ
สำหรับคู่ซีเรียสกับรีมัสอาจรอไปอีกหน่อยค่ะ ช่วงแรกอาจยังไม่มีบท แฮะๆ

i was loved you 1

1. prologue


“แน่ใจนะว่ายังไม่ตาย”
โชคร้ายนัก สิ่งแรกที่สเนปได้ยินเป็นเสียงอวดดีของซีเรียส แบล็ค
.
เซเวอรัส สเนป สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวเต็มทน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แน่นอนว่ามีใครบางคนเล่นตลก
มันอาจเป็นยาโชคร้ายหรือยาสลบที่อยู่ในน้ำฟักทองนั่นก็ได้
เพราะเขาเห็นภาพเลือนลางตรงหน้าเป็นพวกแก็งค์ตัวกวนครบทั้งสี่คน.
.
“เขาฟื้นแล้ว” รีมัสนั่งอยู่ข้างเตียงจึงสังเกตเห็นก่อนใครเพื่อนจึงช่วยประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่ง “ขอโทษทีที่ต้องทำอย่างนี้”
.
เซเวอรัสมองทุกคนตาขวาง เห็นได้ชัดว่าอารมณ์เสียสุดเหวี่ยง แต่อาจเพราะอยู่ต่างถิ่นหรืออย่างไรก็ตาม เขาพยายามจะเก็บไว้ไม่ระเบิดในตอนนี้
“ทำไม?” เขาถาม
“เรามีเรื่องอยากให้นายช่วย” ซีเรียสที่ยืนพิงเสาอยู่ปลายเตียงเป็นคนตอบ น้ำเสียงเหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก
“อย่างนี้น่ะเหรอคือการขอร้อง?”
เจมส์ถอนหายใจออกมารอบหนึ่ง ตัดสินใจพูดขึ้นแทน
“ถ้าเราเข้าไปคุย นายจะฟังไหมล่ะ?”
“ถ้ามาดีๆ ก็เป็นไปได้”
“นี่ไง เราพูดกันดีๆแล้ว–“
“แล้วที่วางยานอนหลักกับลักพาตัวนี่มันเหมือนผ่านการคิดด้วยสมองหรือยังพ็อตเตอร์?”
เซเวอรัสพูดแทรกฉับพลัน ไม่ตวาด ไม่หยาบคาย แต่แค่นั้นก็มากพอที่ทำให้เจมส์สะอึก หมดคำพูดไปอย่างช่วยไม่ได้ รวมไปถึงทุกคนในห้องด้วย
เขาอาศัยจังหวะนี้คว้าเสื้อคลุม แล้วผุดลุกขึ้นยืน
แต่รีมัสก็คว้าแขนเอาไว้ก่อน
.
“ขอร้อง –นี่มันจำเป็นจริงๆ”
.
สเนปนึกไม่ออกจริงๆว่าสาเหตุของแก็งค์ตัวกวนจะเป็นอะไรได้ แต่ถ้าหากว่านั่นสำคัญจนถึงขั้นที่พวกนั้นต้องยอมลดศักดิ์ศรีมาขอช่วยก็คงจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
บางทีมันอาจดีก็ได้? หรือบางทีมันอาจทำให้พวกนั้นเลิกยุ่งกับเขาเสียที?
“มีอะไร?”
เขาถามพลางสะบัดมือออก แต่ไม่มีท่าทีจะเดินหนีออกไปแล้ว
รีมัสทำสีหน้าเหนื่อยใจ เหลือบตาขึ้นมามองเขาแล้วพูดขึ้นในที่สุด
.
“ปรุงยาให้ฉันที”
“ยาอะไร?”
“วูลฟ์เบน”
.
ทั้งห้องเงียบไปชั่วอึดใจ
เซเวอร์รัสเพิ่งจะเชื่อมโยงอะไรบางอย่างได้ เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าข่าวคนที่ถูกเฟนริล เกรย์เเบล็คกัดอายุเท่ากันกับเขา
เด็กคนนั้น.. รีมัส ลูปิน…
.
เห็นแก่เมอร์ลิน เห็นแก่รีมัส ลูปิน
ส่วนพ็อตเตอร์ แบล็ค และแพ็ตติกรูว์น่ะชั่งหัวพวกมันเถอะ
ยอมปรุงยาให้ก็ได้วะ
.
“แต่พวกนายต้องหาส่วนผสมมาเอง”
“เราจะรู้ได้ยังไงว่าต้องการอะไรบ้าง?”
เซเวอรัสพ่นลมหายใจ
“ฉันจะเขียนรายการให้ ส่วนนายจะหามายังไงฉันไม่สนทั้งนั้น” เซเวอรัสลุกขึ้น คราวนี้ไม่มีใครห้าม ทุกคนยืมนิ่งในขณะที่เจมส์พรวดพราดคว้าเสื้อคลุมเดินตามหลังไปด้วย
.
“ฉันไปส่ง”
“ฉันไม่หลงหรอกพ็อตเตอร์”
“แต่นายไม่เคยเข้ามาในหอคอยกริฟฟินดอร์มาก่อน และแน่นอนว่านายต้องการใครสักคนดูต้นทางให้นะ”
คราวนี้ความเงียบเป็นคำตอบ เมื่อเสนปเถียงกลับไม่ได้
.
พวกเขาเดินไปตามบันใดวนแคบๆอย่างเงียบเฉียบ สเนปรู้สึกว่ากลิ่นของทีนี่แตกต่างจากกลิ่นคุกใต้ดินของสลิธีรินมากทีเดียว มันเป็นกลิ่นของฝุ่นทรายแห้งๆ ไม่ใช่กลิ่นของความชื้นและตะใคร่น้ำอย่างที่เขาสัมผัสได้ทุกวัน
“..ขอบคุณ..” เสียงของเจมส์ที่ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด “ขอบคุณที่ช่วยพวกเรา ฉันยอมรับว่าพวกเราทุกคนติดหนี้นาย สนิฟเวลลัส”
“ถ้าจะขอบคุณใคร เริ่มจากให้เกียรติ์เรียกชื่อเขาให้ถูกก่อนดีไหมพ็อตเตอร์” เซเวอรัสแค่นขอดรอดไรฟัน
เจมส์ส่งเสียงหัวเราะดังก้องไปทั้งบันใดวน
“ได้ เซเวอรัส”
.
เมอร์ลิน
.
เป็นชั่ววินาทีที่สเนปคิดว่ามันอาจะดีก็ได้ถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นศัตรูกัน
มันอาจดี– ถ้าเกิดว่าเจมส์ไม่ได้ทำดีกับเขาเพียงเพราะแค่มีบุญคุณต่อกัน
.
“ทำตัวดีให้มันได้ตลอดเถอะพ็อตเตอร์”
.
เจมส์หัวเราะอีกครั้ง แล้วหยุดเดินเมื่อบันใดพาพวกเขามาจบที่โถงแคบๆกับประตูไม้สลักบานหนึ่ง ไม่ต้องเงี่ยหูฟังก็พอได้ยินเสียงคุยกันโหวกเหวกโวยวายของพวกกริฟฟินดอร์ลอยมาให้ได้ยินถึงข้างใน
“ฉันจะออกไปล่อไว้ให้ นายค่อยๆเดินออกไปเงียบๆแล้วกัน”
ไม่ทันให้เซเวอรัสได้ตอบอะไร เจ้าตัวก็เดินออกไปส่งเสียงดังลั่น
“เฮ้พวก!” ทุกคนหันมามองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว “ใครสนใจจะเล่นดอกไม้ไฟพ่อมดบ้าง!”
.
คราวนี้เสียงเชียร์ดังประสานเป็นหนึ่งเดียว
เซเวอรัสรีบเดินออกจากประตูแล้วพุ่งตรงไปยังทางออกอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครเห็นเขา ทุกคนมองไปที่เจมส์ พ็อตเตอร์เป็นตาเดียว
.
ในตอนนั้นเขาอดไม่ได้ที่จะหันหลังกลับไปมองดูเจมส์ผู้เป็นที่รักและที่สนใจของทุกๆคน ยิ้มกว้างยืนบนโซฟาสูงกว่าใครเพื่อนแล้วชูดอกไม้ไฟพ่อมดเอาไว้ในมือ
ภาพนั้นยิ่งสะท้อนว่าพวกเขาแตกต่างกันมากขนาดไหน
.
เจมส์มองกลับลงมา เซเวอรัสเพิ่งเห็นว่ารอยยิ้มมันลามไปถึงดวงตาด้วย แต่แล้วพอโดนขยิบตาให้เขาก็ทำอะไรไม่ถูกนอกเสียจากหมุนตัวหนี พุ่งตัวออกจากห้องนั่งเล่นของกริฟฟินดอร์ทันที