[fanfic sherlock] showcase part 2

————————————————————————————————————

เป็นเรื่องที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของพ่อลูกโฮล์มส์อย่างเชอร์ล็อคและคลาร่าเป็นไปในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

เพราะอย่างนั้นเวลาจิบชายามบ่ายจึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีและผ่อนคลาย

แต่อึดอัดและตึงเครียดที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

คลาร่าจึงแอบเรียกมันว่า เวลาสอบสวน เพราะเวลาจิบชาในครอบครัวของเธอมีไว้แต่เฉพาะซักถามข้อมูลอะไรสักอย่างที่ต้องการเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อกระชับความสัมพันธ์แต่อย่างใด.

.

“บอกมา” คลาร่าเลื่อนสายตาจากชาในถ้วยไปหยุดอยู่ที่เขาระหว่างตีหน้าซื่อแกล้งประหลาดใจกับคำถามที่ได้ยินด้วยท่าทีไร้เดียงสา

แต่พอดวงตาคมคู่นั้นหรี่ตามองมาด้วยสายตารู้ทันเธอก็แค่นหัวเราะ ยอมถอดหน้ากากออก

ค่อยๆเผยให้เห็นร่องรอยความเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏอยู่ใบบนหน้าที่ละนิด โดยเฉพาะตอนที่ดวงตาคู่นั้นมองข้ามเขาไปยังโต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารระเกะระกะเต็มไปหมดอย่างมีนัยยะ

“พ่อน่าจะรู้ทุกอย่างอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ?” เธอพยักเพยิดไปทางกองเอกสารพวกนั้นพลางลากสายตากลับมาสบตาเขา “อาจรู้ดีกว่าที่หนูรู้ด้วยซ้ำ”

.

“ยกเว้นก็แต่หลักฐานที่ลูกเอาไป” เชอร์ล็อคพูดตอบกลับด้วยความใจเย็นอย่างถึงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

จรดปรายนิ้วของมือทั้งสองข้างเข้าหันกันอย่างที่ชอบทำทุกครั้งเมื่อต้องใช้ความคิด.

และนั่นทำให้เธอเผลอเม้มปากเข้าหากันแน่น.

“หนูไม่ได้เอาอะไรไป”

.

โกหก

.

เขาตราหน้าผ่านสายตา และจับแววความไม่พอใจที่ปรากฏอยู่ชั่ววูบในดวงตาของลูกสาวได้ทันท่วงที

“ลูกเอาหลักฐานไป” เขาย้ำ และพอเห็นคลื่นความไม่พอใจปรากฏขึ้นมาอีกวูบก็เหยียดยิ้มออกมา พอรู้แล้วว่าตัวเองมาถูกทางก็ย้ำเสียงเข้มขึ้นมาอีกรอบ.

“ลูกเอาหลักฐานไปจากที่เกิดเหตุ”

.

ที่เกิดเหตุ” คลาร่าทวนคำเสียงขึ้นจมูก กรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่ายไม่คิดจะปกปิด แต่ในหัววางแผนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างว่องไว และคำนวณความเสี่ยงที่จะสำเร็จอยู่ในหัว ก่อนที่จะเพิ่งรับรู้ว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเลขและความน่าจะเป็น สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการถ่วงเวลาจนกว่าเธอจะคิดหาทางรับมือได้ต่างหาก

“พ่อหัดใช้คำว่า ที่เกิดเหตุ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?”

.

“แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ลูกหัดขโมยหลักฐานไป?”

.

คลาร่าก้มลงจิบชา และรู้สึกว่ารสชาติหวานหอมนั้นกร่อยลงไปกว่าครึ่ง

“มันเป็นของหนู”

เธอเริ่มเรียนรู้ว่าครั้งนี้การโกหกไม่ได้ช่วยอะไร

“มันไม่ใช่ของลูก”

ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ในขณะที่มือเรียวเผลอกระแทกถ้วยชาลงกับโต๊ะอย่างไม่ตั้งใจ แต่เสียงนั้นมันดังกังวานทั่วห้องและราวกับเป็นสัญญาณเตือนว่าความอดทนของทั้งสองคนต่างก็พังลงพร้อมๆกัน.

.

ในเมื่อโกหกไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบอะไรเสียดีกว่า

.

คลาร่าลุกขึ้นยืนแล้วจ้ำอ้าวข้ามห้องไปยังโซฟา ดึงแขนโรซี่ที่นั่งฟังอย่างเงียบมาตั้งแต่ต้นให้เดินตามไปด้วย

แล้วเธอก็เดินออกไปโดยไปโดยที่ไม่เหลียวหลังกลับมามองแม้แต่นิดเดียว ปิดประตูห้องตามหลังเสียงดังด้วยอารมณ์ แต่ไม่มีใครดุเพราะรู้ว่ายิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟ

.

โรซี่มองคลาร่าที่กอดอก พ่นลมหายใจพยายามจะจัดการให้ตัวเองอารมณ์ดีขึ้นแล้วก็คิดว่ายังอยู่ในระดับที่ดวงคุมตัวเองได้ก็ค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย

“แล้วคืนนี้จะยังให้พี่ค้างที่นี่อยู่อีกหรือเปล่า?”

คนเป็นน้องพยักหน้าหงึกหงักแทนคำยืนยันแล้วเดินนำขึ้นไปชั้นบนที่เป็นห้องนอนแยกอีกห้องสำหรับตนเอง ส่วนมือก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาจากเสื้อโค้ท ติดต่อหาเบอร์ที่คุ้นเคยดีอย่างรวดเร็ว.

“ยังสายไปหรือเปล่าคะสำหรับข้อตกลงที่เราเคยคุยกันไว้?”

..

ร่างเพรียวยืนพิงกรอบประตู โดยที่ดวงตาสีเทาจับจ้องไปที่น้องสาวที่ดูอารมณ์ดีขึ้นมาฉับพลันอย่างไม่วางตา มั่นใจว่าคลาร่าต้องวางแผนอะไรเอาไว้ในใจเสร็จสรรพตั้งแต่เดินออกมาจากห้องนั้น

.

“คิดจะทำอะไร?”

.

คลาร่าขยับยิ้มขึ้นมาขณะที่เลื่อนสายตาไปมองนาฬิกาเหนือประตูแล้วหันกลับมามองพี่สาวเหมือนอย่างเดิม “นอนน่ะสิ”

.

คนฟังมองรอยยิ้มด้วยสายตาไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที

“ไม่ใช่ว่ามีแผนอะไรอยู่หรือไง?..”

.

และนั่นทำให้เด็กหญิงขยับยิ้มกว้างขึ้นมากกว่าเดิม ดวงตาเป็นประกายเหมือนสะท้อนดวงดาว

ระหว่างที่ยกนิ้วขึ้นมาจรดริมฝีปาก ส่งสัญญาณว่าให้เงียบอย่างไม่จริงจัง ไม่ยอมตอบคำถามนั้นโดยทันที

ทิ้งให้คนถามต้องส่ายหัวอย่างระอา

รอตายเอาดาบหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอ.

แต่เธอเชื่อมั่นในตัวคลาร่า..

.

.

.

โรซี่ถูกปลุกให้ตื่น ดวงตาคู่สวยตวัดมองนาฬิกาก่อนอย่างแรกและพบว่ามันเป็นเวลาตีสอง เธอจึงหันมามองน้องสาวตัวดีที่เป็นคนปลุกเป็นอย่างที่สองแบบเคืองๆ

“มีอะไร?”

“หยิบของแล้วออกไปกันได้แล้ว” คลาร่าตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังไปกว่ากระซิบ ระหว่างที่ยัดไฟฉายใส่มือเธอ แล้วรั้งแขนให้ลุกขึ้นจากเตียงตามลำดับ ปิดท้ายด้วยการโยนเสื้อโค้ทมาให้แบบลวกๆ

“เดี๋ยว นี่เราจะไปไหนกัน?”

.

คลาร่าหันมายิ้มตอบกลับเสียงใส “ทำตามแผนไง”

แล้วเธอก็โยนเชือกไปลงจากหน้าต่าง คว้าเก้าอี้มาแล้วปีนลงไปอย่างคล่องแคล่วเสียจนน่าแปลกใจ

“รีบๆตามมาเร็ว!

คนฟังมองทุกอย่างแล้วเม้มปากแน่น ไม่มีทางเลือกอะไรอื่นแล้ว

อย่างน้อยๆเธอก็ปล่อยให้คลาร่าไปก่อเรื่องเองคนเดียวไม่ได้.

.

มือเรียวคว้าเชือกขึ้นมาถือไว้ แล้วปีนตามลงไปอย่างระมัดระวัง.

.

“ขอให้นี่มันเป็นทางเลือกที่ดีแล้วด้วยเถอะ…..” โรซี่ภาวนา ก่อนจะพ่นลมหายใจ เรียกความกล้าของตัวเองออกมา.

.

ทั้งสองคนมายืนอยู่ด้านหลังตึก คลาร่ากระตุกเชือกรอบหนึ่งจนปมด้านบนมันหลุดออกแล้วเธอก็ม้วนมันซ่อนเก็บไว้แถวๆนั้น แล้วหันไปมองพี่สาวที่กำลังสวมเสื้อโค้ทให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเพราะอากาศตอนกลางคืนในฤดูใบไม้ร่วงหนาวจับใจ.

“เรากำลังจะไปไหนกัน..” โรซี่ถามโดยลมหายใจของเธอกลายเป็นควันขาวๆ

.

“สก็อตแลนด์ยาร์ด”

[fanfic sherlock] showcase part 1

คุยกันนิดดด

อันนี้เป็นฟิคเชอร์ล็อครุ่นลูกนะคะ โดยอิงจากเวอร์ชั่นซีรี่ย์ค่ะ วางแผนไว้ราวๆสิบตอนเลยค่ะ…..

.

——————————————————————————————————————————–

เสียงปืนดังลั่น พร้อมๆกระสุน .40 ที่วิ่งทะลุอก

คนตายล้มลงกับพื้นโดยที่ไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
.

เขาก้มลงเก็บปลอกกระสุนอย่างใจเย็น

แล้วเดินเข้าไปทำตามขั้นต่อไปของแผน

โดยที่ปากยังคงพึมพำท่องพระคัมภีร์ สลับกับสารภาพบาปอันใหญ่หลวงในมือ

แต่เขารู้ดีกว่าใครว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่มีวันเห็นใจเขาหรอก
.

…………………………………
.

เด็กหญิงวัยสิบปีเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง แล้วเขย่งเท้า ชะโงกหน้าโดยพยายามจะมองเข้าไปด้านในที่เกิดเหตุ สอดส่องสายตาไปทั่วเท่าที่จะทำได้

เธอรู้อะไรมากกว่าที่พวกตำรวจรู้

ศพนั้นถูกใช้เพื่อส่งข้อความมาถึงโฮล์มส์
.

ไม่ใช่เชอร์ล็อค แต่เป็น คลาร่า โฮล์มส์
.

ดวงตาคู่โตกวาดกลับมาหยุดลงที่มือตัวเอง เริ่มวางแผนอย่างว่องไว
.

“คุณลุงคะ” เธอหันไปเรียกตำรวจนายหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าเศร้า ปนๆไปกับตื่นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างชี้นิ้วไปที่ร่างไร้วิญญาณ “นั่น.คุณอา?….เขาใช่ คุณอาของหนูหรือเปล่าคะ?…”

ตำรวจคนนั้นอ้าปากจะพูด แต่พอเห็นสีหน้าเด็กหญิงก็เปลี่ยนใจหันไปเรียกอีกคนให้เดินมาตรงนี้แทน

คลาร่ารีบพูดทันทีอย่างร้อนใจด้วยน้ำตารื้นที่ขอบตาตอนที่ตำรวจอีกคนเดินเข้ามาสมทบ “หนูอยากมั่นใจว่าเขาเป็นคุณอาของหนู..”
.

เพียงแค่นั้นเธอก็ได้เดินเข้ามาในที่เกิดเหตุ ตรงไปยังศพโดยไม่ต้องเสียเวลาไปมากกว่านั้น
.

“เป็นเขา… เป็นเขาจริงๆด้วย” คลาร่าพูดพึมพำในลำคอ แล้วจ้องตาตำรวจทั้งสองคน “หนู…ขออยู่คนเดียวสักพักได้ไหมคะ?”

ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเหล่ตาลงมามองเธออย่างชั่งใจ

แต่พอเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มพร้อมกับสีหน้าสลดของเด็กหญิงก็ยอมถอยออกไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวตามต้องการ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองตกหลุมพรางเล็กๆของเด็กตรงหน้าเข้าเต็มๆ
.

คลาร่าหยุดตีหน้าเศร้าในทันทีที่ไม่มีใครจับตามองแล้วปาดน้ำตาออกลวกๆด้วยหลังมือ เธอมองทุกอย่าง เพื่อจดจำข้อมูลให้มากที่สุดลงสู่ สมอง

ทุกอย่างไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งของธรรมดาที่คุณจะพบได้ทั่วไปในที่เกิดเหตุทุกแห่ง

เธอเลยหันมาให้ความสนใจกับข้อความบนแขนที่ตั้งใจทิ้งไว้เป็นอย่างสุดท้าย
.

มันเป็นรอยมีดกรีดบนผิวหนังอย่างประณีต เห็นได้ชัดว่าเกิดหลังจากเสียชีวิตแล้ว
.

I’m back
.

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า ในขณะที่เธอพาร่างตัวเองเคลื่อนเข้าไปใกล้มากกว่านี้อีกนิด แกะกำลังข้อมือเงินที่คล้องอยู่กับแขนข้างนั้นอย่างเบามือ มันเป็นกำไลเรียบๆ ที่มีรอยสลักอยู่โดยรอบ เป็นรหัสตัวเลขบางอย่างที่เธอค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเป็นกุญแจไปสู่อะไรบางอย่างแน่นอน แต่ที่แน่นอนคือมันเป็นข้อความที่ส่งมาถึงเธอ
.

แล้วคลาร่าก็รีบเดินออกมาจากตรงนั้นก่อนที่ใครจะได้ทันสังเกต เธอเดินเข้าไปหาเด็กสาวอีกคนที่ยืนกอดอกมองมาหน้ามุ่ย ไม่ใช่อาการเอาแต่ใจ แต่เป็นอาการไม่พอใจแบบที่พี่สาวกำลังจะดุ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นน้องสาวต่างสายเลือดก็ตามที

“คลาร่า!”

เจ้าของชื่อยิ้มหวานประจบ ระหว่างเก็บกำไลใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท “ว่าไงคะพี่โรซี่?”
ดวงตาสีนิลตวัดมองกำไล ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบคนตรงหน้าโดยที่ไม่ได้พูดถึงมัน

“ห้ามหนีมาคนเดียวแบบนี้อีก!”

คนฟังเอียงคอ ดูน่ารักน่าชัง แล้วอธิบายเสียงนุ่มนิ่มน่าฟัง สวมหน้ากากเด็กดีแบบมิดชิด เสียอยู่อย่างเดียวคือคนเป็นพี่นั้นโตมาด้วยกันจนรู้นิสัย

“หนูต้องแอบเข้ามา คนเดียวมันจะสะดวกกว่าค่ะ”

โรซี่ขมวดคิ้ว เริ่มตามไม่ทันเพราะรู้ว่าคลาร่าไม่เคยต้องแอบเข้าไปที่เกิดเหตุ อาศัยชื่อโฮล์มส์ก็ผ่านเข้าไปง่ายๆได้ทุกครั้งอยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องลำบากอะไรมากมาย
.

เธอมองพี่สาว ดูออกในพริบตาว่าสงสัย และเธอก็มั่นใจในตัวโรซี่ว่าเป็นคนฉลาดมากกว่าที่เห็น เพียงแต่อาจไม่เฉลียวเท่านั้นเอง และเรื่องอย่างนี้พอจะขัดเกลากันได้บ้าง คลาร่าเลยตัดสินใจจะถามกลับแทนที่จะบอกออกไปตรงๆ

“คิดว่าทำไมล่ะคะ?”

โรซี่นิ่ง แล้วสบกับนัยน์ตาสีคาราเมลเป็นประกายของคนตัวเล็กกว่า

เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างอีกนิด
.

“เพราะไม่อยากให้อาเชอร์ล็อครู้?..”

คราวนี้รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของคนเป็นน้องเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ

นั่นล่ะ วัตสันของเธอ
.

“แล้วทำไมถึงไม่อยากให้อาเชอร์ล็อครู้ล่ะ” เด็กสาวถามต่ออีก ยังไงมันก็น่าประหลาดใจ แถมยังดูเหมือนจะอันตรายถึงชีวิต แต่ดูเหมือนว่าคลาร่าเองก็จะไม่ได้สนใจเรื่องความเป็นความตายเท่าๆกับที่สนใจ
เพราะมันมีบางสิ่งที่เธอต้องรู้ให้ได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิต
“หนูจำเป็นต้องนำหน้าเขาหนึ่งก้าวค่ะ” โรซี่ไม่ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่รู้ตัวว่าตอนนี้ถามอะไรเข้าไปในตอนนี้ก็คงไม่ได้คำตอบกลับมาอีกก็ยอมปิดปากเงียบอย่างฉลาด
ในขณะที่คลาร่าเองก็ไม่ยอมพูดเรื่อง ข้อความ จากฆาตกร เพียงแค่ตระหนักถึงมันอย่างเงียบเชียบ และคอยย้ำเตือนกับตนเองให้มั่นใจว่าตนเองกำลังอยู่ในจุดไหนของเกม
.
พลาดเพียงก้าวเดียว หมายถึงชีวิต
แต่เธอจะไม่พลาด
คลาร่า เอ. โฮล์มส์ จะไม่มีวันพลาด

.

TBC

[fanfic] Love (GilXenkidu)

ฟิคแก้บนอีกแล้วค่ะ…

Pairing : GilGamash X enkidu

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะว่าทำไมถึงต้องแต่งคู่นี้ดราม่าทุกอัน

……………………………………………………………………………………………………

“รัก”

น่าเสียดายที่เอนคิดูไม่เข้าใจ

.

เอนคิดูยกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกข้างซ้าย

ไม่มีหัวใจอยู่ตรงนั้น

.

ร่างสูงเดินเข้าไปหา เสียงฝีเท้าตัวสะท้อนจนกึกก้องทุกย่างก้าว

เขาหยุดลง ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆอีกคน

ดวงเนตรสีมรกตผละมาสบตา ริมฝีปากบางวาดรอยยิ้มหวานแทนคำทักทาย

“ยังคงคิดเรื่องหัวใจอยู่อีกหรือ?”

เอนคิดูพยักหน้า

“ข้าอยากมีหัวใจ” เขาเลิกคิ้ว พอนึกถึงหัวใจดวงนั้นไม่ได้มีอยู่เพื่อเขาก็เผลอพูดออกไปไม่ทันยั้งคิด

“ไม่ต้องมีหรอก”

คนตัวเล็กกว่ามองอย่างไม่เข้าใจ “ข้าจะได้รู้สิ่งที่ท่านเพียรพยายามบอกสักที”

.

กิลกาเมชจึงขยับยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าจะพูดจนกว่าเจ้าจะเบื่อฟัง”

.

“รัก”

.

เอนคิดูหัวเราะออกมาแผ่วเบา

“เช่นนั้นข้าจะฟังจนกว่าเจ้าจะเบื่อพูด”

.

“รัก”

.

แม้จะเป็นถึงตอนสุดท้าย กิลกาเมชยังคงกุมมือนั้นไว้

“รัก”

คอยพร่ำกระซิบบอกไม่ห่าง

.

ร้องให้

แล้วเอนคิดูก็ร้องให้ออกมา

เข้าใจแล้วทั้งความรัก ความอบอุ่นทั้งหมด แม้จะเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิตปลอมๆ

แต่ก็เข้าใจหมดแล้ว

รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นทั้งน้ำตา

.

“รัก”

.

ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย

สำหรับคำว่ารัก ที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมกัน

[fanfic sherlock bbc] Love : Psychopathy (morrene)

แก้บนอีกแล้วค่ะ….
Pairing : Jim Moriaty X Irene Adler

……………………………………………………………………………………………………………

เธอเดินกระแทกเท้าเข้ามาในห้อง เปิดประตูโดยที่ไม่เคาะ ระหว่างที่เสียงดังก้องของส้นสูงหยุดลงทันทีที่เจอพรม

นั่นทำให้เขารู้สึกชอบพรมเปอร์เชียขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

.

จิมชวนให้เธอนั่งโดยที่เขายังคงไม่ลุกจากตำแหน่งด้านหลังโต๊ะทำงานตัวโต ส่วนระบบไฮโดรลิกก็ทำหน้าที่ปิดประตูของมันเหมือนอย่างเคย

ไอรีนนั่งลงบนเก้าอี้ ประจันหน้ากับเขาโดยที่มีโต๊ะบ้าๆกั้นระหว่างกัน

.
ดวงตาเรียวกวาดมองรอบๆห้อง มองไปยังแจกัน รูปภาพด้านหลัง แล้วอ่านชื่อแฟ้มเอกสารตรงด้านหลังอย่างลวกๆ ทั้งหมดนั่นไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ยกเว้นก็แต่เรื่องที่มันดูธรรมดาเกินไปขัดกับเจ้าของห้อง หล่อนหยุดสายตาที่ป้ายชื่อ แสดงท่าทีประหลาดใจเล็กๆขึ้นมาอย่างไม่คิดจะปกปิด แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา

ยอมรับเลยว่า คำว่า จิม มอริอาตี้ กับ มหาวิทยาลัย ยังคงฟังดูขัดแย้งกันในหัวของเธอหน่อยๆ
เกิดคำถามขึ้นในหัวอย่างช่วยไม่ได้
.

เขาเป็นศาสตราจารย์โดยผ่านการประเมินทางจิตมาได้ยังไง?

แน่นอนมันค่อนข้างเหลือเชื่อเลยที่นักจิตวิทยาระดับต้นๆของประเทศจะดูไม่ออก

.

“คุณกำลังประเมินผมอยู่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ส่วนไอรีนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขยับตัวเล็กๆให้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เริ่มใจเย็นลงนิดหน่อยจากที่หัวเสียในตอนแรก

“คุณผ่านการประเมินทางจิตจริงๆน่ะเหรอ? Psychopath อย่างคุณเนี่ยนะ?”
เขาแสดงท่าทีไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก

“บอกเรื่องเจ้าหนูโฮล์มส์มาก่อน แล้วผมจะบอกคุณ”
.

ไอรีนเม้มปาก ตัดสินใจระหว่างบอกทุกอย่างไปตามตรงและดัดแปลงข้อมูลนิดๆน้อยๆเพื่อตัวเธอเอง แต่พอคิดดูอีกทีการเล่นกับมอริอาตี้คงจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาด เขาไม่ใช่พวกใจอ่อนและเลาะแหละเหมือนโฮล์มส์ ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่น่ากลัว

“เขาได้ข้อมูลไปแล้ว ไหนคุณบอกว่าไม่มีวัน?”

“จอห์น วัตสัน เป็นตัวแปลที่คาดเดาได้ยาก..” และเธอก็เพิ่งสังเกตว่าเขามีท่าทีที่นิ่งขรึมกว่าทุกครั้ง ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่พูดด้วยทำนองขึ้นๆลงๆอย่างปกติด้วย

บทบาทศาสตราจารย์แบบนั้นมันทำให้เขาดูน่าขนลุกไปอีกแบบ

แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก
.
เธอกอดอก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง

.

“หรือแค่อยากให้ฉันเดินตามเกม?”

.

มอริอาตี้เลี่ยงไม่ตอบโดยการยกชาขึ้นจิบระหว่างที่ขยับหมากรุกซึ่งตั้งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ บังคับควีนของฝั่งสีขาว เขี่ยเบี้ยฝั่งสีดำออกจากกระดาน

พอรู้ว่าจะไม่ได้คำตอบไอรีนก็ถอนหายใจ
.

“บอกฉันสิ เรื่องที่คุณผ่านประเมินทางจิตน่ะ มันน่าสนใจจริงๆนะ?”

.

“สิ่งหนึ่งที่มองจากคนละด้านก็จะได้มุมมองที่ต่างกัน ผมก็แค่หมุนมันนิดหน่อย ให้คณะกรรมการเห็นสิ่งที่ผมต้องการให้เห็น”

เธอเลิกคิ้วประหลาดใจ

“แล้วสิ่งไหนที่คุณอยากให้เขาเห็น”

.

เขายิ้ม ไอรีนเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงมันก็ตอนนี้

.

“รู้ไหมว่าคนโรคจิตกับคนมีความรักเหมือนกันตรงไหน?” มอริอาตี้เปลี่ยนคำถาม ท่าทางกึ่งๆจริงจังทำให้เธอรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 19 ที่กำลังฟังอาจารย์บรรยาย โดยท่าเฉพาะท่าทางที่วางแขนทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ประสานมือเข้าหากัน โน้มตัวลงมาเล็กๆแบบนั้น มันให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามออกมา

“มันเป็นอาการทางจิตเหมือนกัน ทั้งสองอย่างเกิดจากสารเคมีในสมอง และคำว่า Psycho มีรากศัพท์มาจาก Psyche ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อความรักตามตำนานกรีก”

เธอเริ่มเข้าใจ

“งั้นสิ่งที่คุณทำก็แค่เป็นความโรคจิตของตัวเองให้กลายเป็นคนที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนงั้นเหรอ?”

ชายหนุ่มไม่ตอบ โคลงแก้วชาในมือแล้วมองมันเหมือนถูกสะกดจิต

.

“การแกล้งรักใครสักคนเป็นเรื่องที่ง่าย” ไอรีนให้ความเห็น ดวงตาคู่สวยมองเขา “การรักใครสักคนมันเป็นเรื่องที่ยากกว่า”

จิมแค่นเสียงเบาๆออกมาทีหนึ่ง

“คนที่มีความรักคือคนบ้า” น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นการวิจารย์มากกว่าการออกความเห็น

คนฟังโคลงหัว ฉายเเววเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยในดวงตาชั่ววูบแล้วก็กลับมาเรียบเฉย แล้วนั่งเงียบ
เหมือนต่างคนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด
.
มีเวลา
.
แต่ไม่มีความกล้า

.

“นายน่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณกรรมแทนจะเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์นะ” เธอพูดขึ้นในที่สุด บรรยากาศเงียบเชียบน่ะชอบนะ แต่จิมก็ยังทำให้มันกลายเป็นเยือกเย็นได้อย่างทุกที และนั่นเป็นสิ่งที่เธอเกลียด
.

“ปรัชญาและวรรณกรรมงั้นเหรอ? น่าเบื่อจะตาย” จิมพูด ตีสีหน้าปุเลี่ยนๆ

“คณิตศาสตร์ก็พอๆกันแหละน่า”

“อย่างน้อยๆมันก็ชัดเจนกว่า ขอบเขตของคำตอบมันชัดเจนกว่า”

เธอถอนหายใจ

แต่ที่เขาพูดมาก็ถูก และแต่ละคนก็มีสิ่งที่สนใจแตกต่างกันไป

.
เป็นอีกครั้งที่ทั่วทั้งห้องเงียบ
ไอรีนมองเขา แล้วก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง พอคิดว่าจะไม่ได้ข้อมูลหรืออะไรที่น่าสนใจจากตรงนี้อีกก็ควรจะไป
เธอรวบกระเป๋าถือเอาไว้ด้วยมือเดียว แล้วลุกขึ้นโดยที่ไม่ได้พูดบอกลา
.

จิมใช้เวลาเพียงชั่ววินาทีเพื่อคิดที่จะเรียกเธอเอาไว้

“เฮ้”
ไอรีนหยุดมอง แล้วจ้องตอบโดยที่ไม่พูดอะไร

.

ชายหนุ่มขยับยิ้มกว้าง

.

“ผมกำลังเป็นบ้า”

………………………………………………………………………………

จะมีใครเข้าใจบ้างว่าจิมกำลังสื่ออะไร 555

.

“อย่างที่ผมบอก คนที่มีความรักคือคนบ้า”

“ผมกำลังเป็นบ้า”

.

โครตอ้อม

[fanfic] Kiss (gil X enkidu)

เหตุเกิดจากวันจูบค่ะ เลยอยากลองแต่งฉากจูบดู U.U

โครตลั่นอีกแล้ว

pairing : Gilgmash X enkidu

……………………………………………………………………………………………………………………….

ผมไม่ต้องการสิ่งใดในโลกนอกจากเธอ

                                                           william shakespeare

ใช่ว่ากิลกาเมชไม่เคยพ่ายแพ้

เขาพ่ายแพ้ต่อรอยยิ้มหวานนั่นนับครั้งไม่ถ้วน

ตกหลุมรักอย่างไม่จบสิ้นทุกครั้งที่เห็น

เหมือนคนโง่ และงี่เง่า

แต่เขาก็ยินดีเพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มนั้น

.

เอนคิดูนั่งอยู่ใต้เงาไม้ ในมือถือหนังสือที่ละสายตาออกมาสนใจกับคนตัวโตที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า สบตากับดวงตาสีส้มทองเหมือนพระอาทิตย์ยามเย็นอย่างที่ตนชอบ

คนตัวเล็กขยับยิ้ม ดวงตาสีมรกตฉายแววเป็นประกายน่าหลงไหลอย่างเช่นทุกครั้ง

แต่กิลกาเมชคิดว่ามันดูน่าหลงไหลมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้จุดสิ้นสุดทุกครั้งที่เขามอง

นั่งลงสิ” ร่างเพรียวพูด พร้อมกับวางหนังสือลงข้างกาย กิลกาเมชจึงทิ้งตัวลงฉวยโอกาศเอนตัวนอนลงบนตัก พอไม่ทันเอนคิดูจะได้โวยวายเล็กๆก็แทรกขึ้นมาก่อน

ขอข้านอนพักก่อนสิ” ไม่วายโอบรอบเอวไว้ต่างหมอนอีกด้วยพร้อมซุกหน้าลงกับหน้าท้องเบนราบอย่างฉายโอกาสเมื่อได้ที

.

เอนคิดูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อพอรู้ว่าพูดไปก็คงไม่ได้เข้าหู ยังไงกิลกาเมชก็คงหาทางได้อยู่ดี

เลยปล่อยเลยตามเลย

ลูบเรือนผมสีทองไปมาอย่างเบามือ

กิลกาเมชลืมตา เงยหน้าขึ้นมามอง

เอื้อมมือขึ้นมาเกี่ยวผมสีมะกอกทัดหูให้

ไหนบอกจะนอนพัก” คนตัวเล็กพูดยิ้มๆ

นานๆทีข้าจะได้อยู่กับเจ้าแบบนี้” กิลกาเมชตอบหน้าตาย ในขณะที่คนฟังเริ่มมีใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ ตอบกลับโดยพยายามพูดเสียงนิ่งที่สุด

คิดบ้างหรือเปล่าก่อนจะพูดอะไรออกมา?”

คนตัวโตหัวเราะในลำคอ

เอนคิดูใบหน้าร้อนผ่าว แก้เขินโดยการเงยหน้าขึ้นหนีสายตา จับรวบผมแล้วปัดข้ามไหล่ไปข้างหนึ่ง

เจ้าจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

.

คราวนี้เอนคิดูยอมก้มหน้าลงมาสบตาด้วย

.

ข้าต่างหากควรถามท่าน. ท่านจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

กิลกาเมชขยับยิ้ม คราวนี้ฝ่ายที่พ่ายแพ้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเอนคิดูเสียแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฝ่ามือกว้างประคองข้างแก้มเขาเอาไว้

เราจะอยู่ด้วยกัน ตลอดไป”

เขาเลื่อนมือเข้าไปโน้มคออีกคนให้ก้มลงมาหา

ให้ประทับจูบหวานลงที่ริมฝีปาก แล้วเป็นฝ่ายช่วงชิงเสียเอง

จูบที่แผ่วเบา แต่ทว่าวาบวาม

ตีตราเป็นเจ้าของ

แทนคำบอกให้รู้ว่า รัก โดยที่ไม่ต้องเปล่งเสียง และบอกให้รู้ว่าหัวใจถูกช่วงชิงไปแล้วโดยฝีมือของอีกคน

.

พวกเขาผละออก แต่ใบหน้ายังคงห่างกันไม่ถึงคืบ

รู้สึกถึงลมหายใจโดยสายตาประสานกัน

ท่านเคยถามว่าข้าต้องการสิ่งใดมากที่สุด” เอนคิดูพูดขึ้นก่อน “ข้าไม่ตอบเมื่อคราวที่แล้ว”

เจ้าต้องการสิ่งใด?”

อยู่กับท่าน” คนตัวเล็กตอบพร้อมรอยยิ้มหวานตรึงตา “ได้ใช่ไหม?”

รู้อะไรไหม?” กิลกาเมชถามกลับ ลูบเรือนผมสีมะกอกอย่างหลงไหล

.

นั่นเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ข้าต้องการพอดี”

[fanfiic] First met (chibigil X enkidu)

ฟิคโครตวูบ เป็นจักรวาล Fate go ค่ะ

pairing : chibiGilgamash X enkidu

……………………………………

ชั้นใต้ดินเป็นสถานที่ต้องห้าม แต่กิลกาเมชยังคงฉวยโอกาสลอบเข้าไปใด้อยู่ดี

แต่เขาไม่เคยเสียใจที่ทำลงไป

มันทำให้เราได้พบกัน

.

เด็กชายเดินไปตามทางโดยไร้เสียงฝีเท้า มือทั้งสองข้างจับไปตามผนังเพื่อนำทางเพราะตัดสินใจจะไม่ใช้คบเพลิง กลิ่นความชื้นและตะใคร่ลอยเข้ามากระทบจมูกอยู่ตลอดเวลา

บันใดวนสิ้นสุดลงที่หน้าประตูใหญ่ ข้างประตูทั้งสองด้านมีคบเพลิงปักอยู่ทำให้เขามองเห็นทุกอย่าง

แสงไฟวูบไหวสะท้อนอยู่ในแววตาเป็นประกาย

.

ในเมื่อมาถึงนี่แล้ว..

กิลกาเมชในวัยราวๆสิบปีผลักประตูให้เปิดออก เดินเข้าไปด้านในด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หลังบานประตูนั้นเป็นห้องโถงกว้าง มีโต๊ะตั้งของระเกะระกะกระจัดกระจายไปทั่ว โดยตรงกลางมีแท่นหินและมีร่างของใครคนหนึ่งนอนอยู่บนนั้น

เขาเหมือนโดนเวทมนต์สะกด

สองขาเดินเข้าไปใกล้อีกโดยแล้วใช้นัยน์ตาสีทองส้มมองอย่างพิจารณา

คว้ามือเรียวขึ้นมาจับอย่างไม่รู้ตัว

.

นั่นคือเวทย์มนต์

.

แสงสว่างจ้าทำให้กิลกาเมชต้องหลับตาลง พอรู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่อีกที่หนึ่งซึ่งไม้รู้จักเสียแล้ว

ร่างที่นอนอยู่เมื่อครู่กลับกลายเป็นยืนอยู่ตรงหน้าเขาและตรึงเขาเอาไว้ด้วยนัยน์ตาสีมรกตคู่นั้น

“ท่าน ท่าน” ร่างเพรียวเรียก “ท่านเป็นใคร?”

“ข้าคือกิลกาเมช แล้วท่านล่ะ” เด็กชายตอบกลับ

ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววประหลาดใจ

“มันออกจะเร็วไปหน่อยที่เราเจอกัน”

กิลกาเมชเอียงคอถามกลับอย่างสงสัย “ทำไม?”

“เพราะวันใดวันหนึ่งเราจะเจอกันอยู่แล้ว” อีกฝ่ายตอบพร้อมเกี่ยวผมทัดหู

“ทำไมท่านมั่นใจนัก?” เด็กชายถามขึ้นอีก “อนาคตไม่แน่นอน”

ร่างเพรียวขยับยิ้มพราย

“เพราะข้าเป็นของท่าน, หนุ่มน้อย”

.

“ข้าถูกสร้างมาเพื่อท่าน.. เพื่อท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น”

.

ในตอนนั้นกิลกาเมชได้ให้สัตย์สาบานกับตนเองในใจ

เขาต้องเป็นราชาที่ยิ่งใหญ่ เพื่อจะได้ครอบครองเอนคิดู

[fanfic star trek] 100 roses (spirk)

… คู่นี้มันกร๊าวใจจริงๆค่ะ…ทำให้สงสารหมอได้ตลอด ในฐานะคนโดนเมินแบบไม่ใยดี 5555555

pairing : spock X Kirk

……………………………………………………………………………………………..

เจมส์ เคิร์ก จะตื่นมาทุกเช้าพร้อมกับดอกกุหลาบที่ถูกตั้งเอาไว้หน้าห้องกัปตัน
บางวันเป็นกุหลาบแดง บางวันเป็นกุหลาบขาว
เขาเคยถามฝ่ายวิจัยว่ามีใครขอดอกกุหลาบไปจากสวนพฤกษศาสตร์บ้างหรือเปล่า แต่ทุกคนบอกว่าเปล่า ต้นไม้ทุกต้นและดอกไม้ทุกดอกยังคงอยู่ดี
.
แล้วเป็นฝีมือของใคร?
.
“มันไม่น่าแปลกเหรอโบนส์? ใครจะกุหลาบมาตั้งไว้ให้ฉันทุกๆเช้ากัน?” กัปตันบ่นในตอนที่เขานั่งอยู่บนเตียงพยาบาล ปล่อยให้นายแพทย์ใหญ่ประจำยานอย่างคุณหมอแมคคอยตรวจร่างกายตามตาราง เพราะโดดหนีมาสองรอบติดกันแล้ว และเขารู้ว่าต่อให้ไม่ชอบแค่ไหน แต่การโดดครั้งที่สามติดกันอาจมีการฆาตกรรมโดยฝีมือของหมอเองนั่นแหละ
จิมยังมีภาระหน้าที่เยอะเกินกว่าจะกลายเป็นศพในตอนนี้
“อาจเป็นแฟนคลับนายสักคนไงพ่อคนดัง” นายแพทย์ตอบอย่างไม่ค่อยสนใจนักระหว่างละมือมาก้มหน้าก้มตากด PADD พิมพ์รายงานผลการตรวจสุขภาพ ส่วนกัปตันพอได้ยินอย่างนั้นก็กรอกตาไปมา
“แต่ตั้งสามเดือน ใครจะไปมีความอดทนขนาดนั้น?”
แมคคอยเงยหน้าขึ้นมาหาเพื่อนสนิท
“เยอะแยะ ขนาดพยาบาลมีอายังเป็นคนมีความอดทนอยู่กับฉันได้เป็นปี หรืออูฮูร่า หรือสป็อค พวกเขามีความอดทนกันทั้งนั้น ฉันว่าประเด็นสำคัญคือใครอยากให้ดอกไม้นายมากกว่า”จิมขมวดคิ้วมุ่น “แล้วนายคิดว่าใคร?”
“ที่แน่ๆฉันไม่พิศวาสแกถึงขั้นตามให้ดอกไม้ทุกเช้าแล้วกันว่ะ”
พอได้ยินอย่างนั้นคนเป็นกัปตันก็ขยับยิ้ม “นายก็น่าสงสัยนะ”
“หมดธุระก็ออกไปได้แล้วไป! เชคอฟ นายเป็นคิวต่อไป!”
จิมยังคงไม่วายส่งยิ้มยิ้มล้อเลียนทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินออกไป
.
หมดอัลฟ่าชิบแล้วจิมเลยตรงไปที่ห้องพัก เขาเดินเข้าไปในห้องโดยที่เหลือบมองครอบแก้วโดยที่ภายในมีกุหลาบของทุกๆวันใส่รวมๆเอาไว้ในแจกันจนกลายเป็นช่อโต
ครอบแก้วช่วยเก็บรักษาให้ทุกดอกยังคงดูสดไม่ต่างจากบนต้น
เขาใส่ของวันนี้เข้าไปด้วย
รวมทั้งหมดเป็น 92 ดอกพอดี
บางทีนะ… บางที พวกมันอาจมีความหมายอะไรบางอย่างเพียงแต่เขาไม่รู้ก็ได้? และตัวเขาเองก็ไม่รู้ความหมายของดอกไม้ด้วย
จิมหยิบ PADD ของตนเองขึ้นมาพิมพ์ จัดการค้นหาข้อมูลความหมายของดอกไม้
กุหลาบแดงหมายถึงฉันรักเธอ ส่วนกุหลาบเขาหมายถึงความรักที่บริสุทธิ์
แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะค้นหาอะไรอีก เลยทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
.
วันรุ่งขึ้น มื้อเช้า

.
จิมเจอกับแมคคอยที่ส่วนห้องอาหาร เขาเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆโดยที่ไม่ได้สนใจจะขออนุญาตแต่อย่างใด ฝ่ายแมคคอยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วย
“เฮ้ โบนส์” จิมทัก ส่วนคุณหมอพยักหน้าหงึกหงักแล้วกลืนขนมปังลงคอ ก่อนทักตอบตามมารยาท
“ว่าไงจิม”
“ฉันรู้ว่านายมันเสือผู้หญิง” แมคคอยไม่ค่อยมั่นใจนักว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรจะภูมิใจหรือเปล่า
“แล้วไง?”
“บอกฉันทีสิว่าดอกกุหลาบ 93 ดอกนี่มันหมายความว่ายังไง?”
ชายหนุ่มหยุดคิดไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะโปรยรอยยิ้มเสน่ห์แดนใต้ที่ภูมิใจหนักหนาเป็นนัยยะ
“นายต้องรู้เอง”
จิมตีหน้ามุ่ยอย่างเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาทันที “นายก็บอกฉันสิ!”
แต่คนเจนโลกก็ยังคงเอาแต่ยิ้ม ลุกขึ้นยืนพร้อมกับตบบ่าเพื่อนสนิทพูดให้คิดก่อนหนีหายไปเฝ้าห้องพยาบาลตามหน้าที่
.
“เฮ้ ฟังนะ เชื่อฉันเถอะว่านายควรจะฟังจากคนที่ให้กุหลาบกับนายเองมากกว่า อีกไม่กี่วันหรอก เมื่อกี้นายบอกว่า 93 ใช่ไหม? ก็แค่อีกหกวัน หรืออาจเจ็ดวัน แค่นั้นเอง”
.
จิมก้มหน้าลง รัวนิ้วเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะคว้าขนมปังกับแล้วตัดสินใจทิ้งซุป เพื่อเดินไปทำงานที่ห้องควบคุม

หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคำพูดนั้นเล่นงานหนักขนาดไหน

.

เขาเผลอรอคอยอย่างใจจดใจจ่อโดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้ว
.
กุหลาบดอกที่ 100 วันที่เจ็ดหลังจากที่เขาจับเวลานับถอยหลังในใจตั้งแต่หลังจากที่คุยกับโบนส์ไปวันนั้น

กัปตันตื่นเช้าด้วยท่าทีสดใสกว่าปกติ

เพราะเมื่อวานไม่มีอะไรพิเศษ ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันต้องเป็นวันนี้

.

เขาลุ้นระหว่างที่ประตูเปิดออก แวบเเรกก็แอบเสียดายเมื่อเห็นเป็นกุหลาบอยู่อย่างเดิม แต่พอหยิบขึ้นมาจึงเห็นว่ามีกระดาษโน้ตเล็กๆคล้องเอาไว้ด้วย
.
กุหลาบ 100 ดอก, ผมอุทิศชีวิตนี้เพื่อคุณ
.
ถึงโน้ตจะไม่ได้ลงชื่อ แต่ตอนเขาก็รู้แล้วว่าฝีมือใคร มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาจำลายมือได้ดี
เขาจึงตัดสินใจจะเก็บมันลงไว้ในกระเป๋าพกติดตัว แล้วเขากะอัลฟ่าชิบโดยที่ทำดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงตอนแรกจะใบหน้าร้อนผ่าว แต่ก็เก็บอาการเอาไว้ได้อย่างแนบเนียบ
.
สป็อคยังคงมาทำงานเหมือนทุกวัน เฝ้าอยู่ที่สถานีเยื้องไปทางด้านขวาหลังเขา
สป็อคเป็นวัลแคน และทำงานควบสองกะโดยอ้างว่าวัลแคนพักผ่อนน้อยกว่ามนุษย์
ตอนแรกจิมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่พออีกฝ่ายยืนยันเขาจึงยอมแพ้ เพราะวัลแคนก็หัวดื้อพอๆกันนั่นแหละ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ฝืน วันไหนจะพักก็ขอให้แลกเวรกับเขาก็ได้
.

“กัปตันดูอารมณ์ดีนะครับ” ซูลูทัก จิมยิ้มหวาน แต่ไม่ยอมตอบอะไร

.
เขาเดินเข้าห้องพยาบาลเพื่อไปหาแมคคอยเหมือนตามปกติเมื่อหมดอัลฟ่าชิบ
“ว่าไง” แมคคอยทักอย่างอารมณ์ดี พอเห็นได้ชัดว่าวันนี้ไม่ได้ปะทะฝีปากกับใครมาให้อารมณ์เสียเล่นๆ “รู้แล้วหรือยังล่ะว่าใครแฟนคลับนาย?”
“รู้แล้ว” จิมตอบ ส่วนแมคคอยโคลงหัว
“ให้ฉันเดานะ… สป็อค”
ชายหนุ่มตาโตขึ้นมาทันที ร้องถามกลับอย่างประหลาดปนตกใจ “นายรู้ได้ไง!?”

หมอผีหรือไงน่ะ?
“เพราะถ้าเป็นผู้หญิงนายจะไม่มาหาฉันที่ห้องพยาบาลหรอก ไอ้เสือร้าย แถมที่สำคัญ ฉันเคยเห็นบางครั้งว่าไอ้หนูผีหูแหลมนั่นมันชอบแอบมองแก”
“แล้วฉันควรทำไง?”

หมอแมคคอยพอได้ยินคำถามนั้นก็ถอนหายใจเอือมๆแล้วเดินหนี
“ไม่รู้โว้ย! เรื่องของตัวเองก็เคลียร์กันเองสิวะ! ฉันเป็นหมอ ไม่ใช่นักบำบัดจิต!”
รู้สึกผิดชะมัดที่ตามใจจนจิมไม่รู้จักโต….ให้ตายสิ
.
จิมเดินเล่นไปมา หาที่นั่งเล่นจนกว่าจะหมดอีกกะ
พอได้เวลาก็ลุกขึ้นเดินไปหน้าห้องของรองกัปตันในทันที สป็อคเพิ่งมาถึงหลังเขาไม่นาน มองด้วยความประหลาดใจเล็กๆ
“นี่ฝีมือนายใช่ไหม?” จิมหยิบโน้ตอันเล็กขึ้นมาส่งให้ วัลแคนมองโน้ตอันนั้นแหละกัปตันของเขาสลับกันไปมา
“ครับ”
“ดอกไม้นั่นก็ไอเดียนาย?”
“…ครับ..”
“ฉันคิดว่ามันจะไม่สมเหตุสมผลซะอีก”
สป็อคเงียบ ในขณะที่จิมกอดอกรอฟังคำตอบ
.
“มันสมเหตุสมผลครับ” เขาพูดขึ้นในที่สุดด้วยท่าทีกังวลใจเล็กๆ “มันสมเหตุสมผลที่คุณสมควรจะรู้ครับ..”
.
“สิ่งที่อยู่ในโน้ตเป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกคุณครับจิม”
จิมขยับยิ้มซุกซน
“นายควรจะบอบฉันตรงๆนะรู้ไหม?”
พอพูดอย่างนั้นสป็อคก็เลยสบตาด้วยท่าทีจริงจัง
.
.
“ผมรักคุณ”