[fanfic doctor who] once upon a time

 

เป็นฟิคด้วยความลั่นจากความสงสารสิบสองที่ต้องลืมคลาร่าค่ะ แล้วด้วยความรู้สึกว่าสองคนนี้แบบ น่าสงสารอ่ะ แล้วยิ่งสิบสองนางเหมือนจะยึดติดกับคลาร่าค่ะ
อีกอย่างคืออย่างแต่งสิบสองเจอกับสิบค่ะ แต่สิบในฟิคเป็นสิบซีซั่นสองที่อยู่กับโรส ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรส ยังไม่เจออะไรมากค่ะ ในขณะที่สิงสองเป็นสิบสองจากซีซั่นเก้า ที่ลืมคลาร่าค่ะ แล้วก็ให้ไขควงคลื่นเสียงกับริเวอร์แล้วค่ะ
———————————————————————————————————

Once upon a time, i have a dream

กาลครั้งหนึ่งผมฝัน

.

We were in a faraway planet

เราไปถึงดวงดาวที่ไกลที่สุด

We were in the end of the universe

เราไปถึงขอบสุดของจักรวาล

In the last of time, when everything has falling down, we were there

ในเวลาสุดท้ายที่ทุกอย่างล่มสลาย มีเราสองคนอยู่ตรงนั้น

.

And then i wake up with fear

แล้วผมก็สะดุ้งตื่นและหวาดกลัว

Because just realize you aren’t in real anymore

เพราะความจริงไม่มีเธออยู่ในนั้น

.

“อชิลด้า?” ชายชราเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงสูงแหบแห้ง ในขณะที่หรี่ตาพยายามลงมองผ่านหมอกหนาทึบในตอนเช้าฤดูหนาวของลอนดอน สลับกับกระดาษไซคลิกในมือ เขาคิดว่าเขาจำลายมือแบบนี้ได้ แล้วถ้าใช่ หล่อนก็เป็นคนเดียวกับที่อยู่กลางหมอกไกลลิบๆนั่น.

“ฉันคือมี” เธอตอบกลับเสียงเรียบนิ่ง แล้วเดินผ่านหมอกหนาทึบมาปรากฏตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็วภายในพริบตา “ฉันมีเรื่องจำเป็นที่จะต้องให้คุณช่วย ด็อกเตอร์”

“อย่างงั้นเหรอ?” เขาถามกลับไม่แยแส แล้วหยิบกระดาษไซคลิกในมือขึ้นมาให้เธอดู แน่นอนว่ามันปรากฏตัวอักษรอย่างเดียวกับที่เขาเห็นเพราะเขาต้องการให้เธอเห็นอย่างนั้น แล้วพูดขึ้นอีกอย่างดุๆ “คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง? มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำมันได้”

หล่อนชะงักด้วยสีหน้าตกใจ ระหว่างที่มองกระดาษไซคลิก

.

ลายมือนั้นไม่ใช่ลายมือของเธอ

แต่พอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาดวงตาคู่นั้นก็กลับมาเรียบนิ่งเหมือนอย่างเคย

.

คลาร่า

.

เห็นได้ชัดเจนว่าเขายังคงจำเกี่ยวกับเธอไม่ได้

มีเลยเลือกที่จะบ่ายเบี่ยงประเด็นสนทนาออกไปสักเล็กน้อย

“ภรรยาของคุณก็ทำได้”

.

ด็อกเตอร์ได้ยินอย่างนั้นก็หน้าตึง ไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ “ห้ามพูดถึงเธอ.”

มีไม่ค่อยเข้าใจนัก คิดเอาไปว่าเขาคงไม่ชอบเธอจนไม่อยากให้พูดหรือแตะต้องคนที่เขารัก ทว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในตอนนี้

“คุณคงจำมันได้” เธอพูดพร้อมกับชูกำไลข้อมือที่คุ้นตาดีขึ้นมาก่อนจะคว้าแขนเขาด้วยความว่องไวแล้วสวมมันลงไปโดยที่ไม่รอคำตอบสักคำ “เมื่อคุณไปถึง คุณจะรู้เองว่าคุณจะต้องทำยังไง”

“แน่นอนว่าผมจำได้” ดวงตาสีเทามองกำไลข้อมือนั้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขมขื่นอยู่หน่อยๆ สี่ล้านล้านล้านปีที่เสียไปโดยสูญเปล่ายังคงอยู่ในความทรงจำอย่างละเอียด และนั่นทำให้เขากำลังชั่งใจว่าคราวนี้ควรจะเชื่อมีดีหรือไม่ และก็ค้นพบว่าไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอะไรตอนนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว เมื่อเครื่องมือที่แขนส่งเสียงร้องเสียดแก้วหู พาเขาเดินทางข้ามเวลากลับมาในยุควิคตอเรี่ยนในมุมหนึ่งของลอนดอน

.

ในขณะที่สมองกำลังคิดถึงคำที่มีบอกและสงสัยกับเรื่องที่จะต้องทำอะไรต่อไป เขาคงจะกลับไม่ได้หากไม่ทำสิ่งที่มีต้องการให้เสร็จ หล่อนต้องวางแผนเอาไว้อย่างนั้นแล้ว

พลันหางตาก็พบกับชายหนุ่มวัยกลางคนร่างสูงโปร่งที่ใส่เสื้อโค้ทสีน้ำตาลอ่อนเดินเล่นไปมาในเมืองกับสาวผมบลอนด์ตัวเล็กข้างๆ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และรู้มากไปกว่านั้นอีกว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้จักเขา. ไม่ใช่ตอนนี้

.

แต่นั่นทำให้เขารู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไรต่อ หรืออย่างน้อยๆคือเขาจะหาทางกลับไปได้ยังไง

.

ด็อกเตอร์พุ่งเข้าไปหาทั้งคู่อย่างรวดเร็ว ประสานมือเข้าหากันด้วยความประหม่าเล็กๆระหว่างฉีกยิ้มเป็นมิตรที่สุดเท่าที่ทำได้ในตอนที่แนะนำตัวไปด้วยพร้อมๆกัน

เหมือนกับมีใครบางคนกำลังกระซิบให้เขาทำแบบนั้นในหัว

.

“สวัสดี ผมคือด็อกเตอร์” ร่างที่สิบในอดีตย่นคอ มองด้วยสายตาไม่ค่อยไว้วางใจนัก ขัดกับโรสที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ที่กำลังมองด้วยความสนอกสนใจจากสัญชาติญาณที่บอกว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่

“ผมสิเดอะด็อกเตอร์” ชายชราหัวเราะแกนๆเมื่อได้ยินอย่างนั้น

“ทั้งคุณทั้งผมนั่นแหละ” ไม่พูดเปล่า มือคู่นั้นก็หยิบไขควงคลื่นเสียงขึ้นมายืนยันด้วย “ผมร่างที่สิบสอง”

โรสมีท่าทีสนอกสนใจขึ้นมาจริงๆจังๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกว้างขึ้นไปอีก สิบสองเพิ่งรู้ว่าเขาคิดถึงรอยยิ้มนั้นมากแค่ไหนก็ตอนที่เห็น

“โอเค นั่นเริ่มจะเป็นปัญหาล่ะ”

ถึงสิบจะดูหน้าโง่ก็เถอะ แต่สิบสองยอมรับว่าเขาพูดถูกในประโยคนั้น

.

“เราไม่ควรจะเจอกัน” สิบพูดพึมพำ “พาราด็อกซ์

คนฟังถอนหายใจเอือมๆกับความเด็ก เหมือนจะลืมไปว่านั่นก็ตนเอง ถึงแม้จะในอดีตก็ตาม

“แล้วนายจะได้เรียนรู้อีกมากแบม อย่า-ทำ-ตาม-กฏ-ทุก-ข้อ!

“แต่มันจะทำให้จักรวาลพัง!

สิบสองกรอกตาไปมา “พัง! พัง! พัง! พัง! แล้วไงล่ะ! ใครสน! ถ้านายปกป้องใครไว้ไม่ได้มันก็ไม่มีค่าเหมือนกันนั่นแหละ! ตาพ่อรองเท้าผ้าใบ!

สิ้นความบ้าของทั้งสองคนความเงียบก็เข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่สิบจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“…. คุณพูดเหมือนผมจะปกป้องใครไว้ไม่ได้”

ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามาที่หน้าอกในความทรงจำ ทำให้ด็อกเตอร์รู้ว่าตนเผลอทำให้ความรู้สึกของสิบที่อ่อนไหวมากๆ ไปเสียแล้ว. สิบไม่ใช่เขาที่จะทนต่อคำพูดและแรงกดดันในเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่า.

“…..ขอโทษ..”
ใครบางคนกระซิบในหัวบอกให้เขาพูดอย่างนั้น

.

“ไม่เป็นไร”

แต่ความรู้สึก มันเรียกกลับมาไม่ได้หรอก.

.

“คุณดูเครียด” โรสพูดแทรกขึ้นนุ่มๆแล้วความมือของสิบสองขึ้นมาจับเอาไว้ “ทุกอย่างจะไม่เป็นอะไร”

“ผมไม่ได้เครียด…” เขาปฎิเสธ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เต็มปากเต็มคำนัก “เพื่อนคนนี้ผมยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ…”

ไม่รู้จัก?.

ในตอนนั้นเขาเพิ่งรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง.

ตั้งแต่ที่เขาได้รับข้อความบนกระดาษไซคลิก นั่นก็ดูเหมือนจะกระตุ้นต่อมบางอย่าง เขาดูให้ความสำคัญกับมันมากเกินไปถึงขั้นเดินทางไปหามี นอกจากนั้น ในวินาทีสุดท้ายนั่น เขาเลือกที่จะปักใจเชื่อมีด้วย

ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าคนๆนั้นเป็นใคร.

เหมือนกับมีความสำคัญบางอย่าง แต่ถูกลืมไป…

.

ใช่.. ถูกลืม!

“ผมมันโง่! สมองช้า!” สิบกับโรสสะดุ้งเมื่ออยู่ๆอีกฝ่ายก็ร้องตะโกน แล้วตบหัวตัวเองไปทีหนึ่ง

.

“ทาร์ดิสของนายอยู่ที่ไหน!? ผมจำเป็นต้องใช้เธอ!

.

ใครบางคนที่กระซิบในหัวเขาตลอดเวลา

ใครบางคนที่พยายามจะแก้ปัญหาความปากเสียของเขา.

ใครบางคนที่เคยเดินทางไปกับเขา ที่เป็นคนสำคัญ ที่เป็นจุดมุ่งหมายของสี่ล้านล้านล้านปีในกล่องคำสารภาพบ้าๆนั่น

.

แต่เป็นใครบางคนที่ถูกลืมไป.

เป็นคนที่เขาปกป้องเอาไว้ไม่ได้.

.

และตอนนี้เขาก็มาแล้ว.

.

คลาร่า

.

ทั้งสามคนวิ่งมาถึงที่ทาร์ดิส สิบสองที่ถึงก่อนใช้กุญแจตัวเองไขเข้าไปอย่างเร่งรีบก่อนจะพุ่งตัวไปยังคอนโซลเวอร์ชั่นเก่าในทันที

“อา.. ” เขาส่งเสียงในลำอย่างอย่างไม่พอใจเล็กๆ “ผมไม่ได้ใช้มันมานานแล้วด้วยสิ”

สิบผู้เป็นเจ้าของเดินตามเข้ามาไปหยุดอีกด้านของคอนโซลพลางดึงหน้าจอคอมเข้ามาหาตัวเอง “คุณจะทำอะไรล่ะ?”

“ผมจะหาคน” สิบสองตอบแล้วแย่งคว้าหน้าจอกลับมา “ผมจัดการเองได้”

“เฮ้! นี่ทาร์ดิสผมนะ!” ชายหนุ่มโวยเล็กๆทันทีพอเห็นอาการอย่างนั้น

“แต่นายก็คือฉัน!

“ถ้าพวกคุณหยุดเถียงกัน ป่านนี้ก็หาเจอไปแล้วนะ!” โรสแย้งขึ้นมา และนั่นทำให้ทั้งสองคนยอมเงียบปากลงแทบจะทันที เธอมองอย่างพึงใจแล้วยืนอยู่รอบนอกเพื่อไม่ให้เกะกะพวกเขา

.

สุดท้ายสิบก็ออกมายืนข้างๆโรส ปล่อยให้สิบสองวิ่งวุ่นเป็นบ้าเป็นหลังอยู่กับคอนโซลทาร์ดิสอยู่คนเดียว

“เขามันบ้า” สิบพูดขึ้น พลางกอดอกมอง และนั่นทำให้เธอหัวเราะออกมาเล็กๆ

“คุณก็บ้า”

สิบเบ้หน้า ตั้งใจจะเถียงเล็กๆ แต่ดวงตาคู่นั้นก็ต้องเลื่อนไปจับจ้องที่ทาร์ดิสเสียก่อน เมื่อมันส่งเสียงครืกคราก ตามมาด้วยชายชราบนคอนโซลที่ร่ายยาวด้วยน้ำเสียงเหมือนพิธีกร ในตอนที่ทั้งคู่ต้องคว้าอะไรบางอย่างจับเอาไว้เมื่อทาร์ดิสออกตัวได้ไม่นุ่มนวลนัก

“พวกนายเคยรู้สึกเหมือนหลงลืมอะไรบางอย่างไหม? เหมือนจะความทรงจำตรงนั้นมันว่างเปล่า ทั้งๆที่มันควรจะมีอะไรบางอย่าง” เขาเว้นวรรคเพื่อพลักคันโยกสีแดงขึ้นไป “หรือ ควรจะมีใครสักคน! แต่ในความทรงจำช่วงนั้น แต่มันว่างเปล่า เทคโนโลยีของไทม์ลอร์ดน่ะน่าขนลุกเสมอนั่นแหละ!

“เดี๋ยวนะ คุณหมายความว่….” “ใช่! ผมถูกลบความทรงจำ แต่ตอนนี้เธอต้องการผม!

“นี่เรากำลังจะไปที่ไหนกัน?” โรสเป็นคนถามขึ้นมา เหมือนเป็นเธอคนเดียวที่สนใจเรื่องนั้นในขณะที่สิบสองยิ้มกว้าง ชี้หน้าหล่อนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“กัลลิเฟรย์”

“อะไรนะ!” เจ้าของทาร์ดิสร้องเสียงสูงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง พลางกระโดดผลุงเข้าไปเกาะคอนโซล พยายามบังคับอะไรบางอย่างให้มันเดินทางกลับไปที่โลกเหมือนอย่างเดิม

“ผมขอโทษ.”

สิบรู้สึกโกรธจัด และเขาคิดว่าน้ำเสียงนั่นไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆอย่างที่พูดหรอก

“ฉันรู้ว่านายโกรธฉันนะแบม แต่ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเธอ”

“กระทั่งหักหลังผมที่เป็นตัวคุณเองน่ะเหรอ?”

เขายิ้มออกมา รู้ดีว่าสักวันอีกฝ่ายจะเข้าใจความรู้สึกของการปกป้องคนสำคัญอย่างที่เขารู้สึก อีกไม่นานสิบก็จะเติบโตขึ้นและกลายเป็นเขา

ในสักวัน

“ผมจะทำทุกอย่างเพียงแค่ปกป้องเธอ”

.

สิบสองยังคงจำไม่ได้หรอก แต่เขารู้ว่าเขากำลังจะจำเธอได้

.

คลาร่า ออสวอลด์

.

เขาจะช่วยเธอไว้ให้ได้

[fanfic] Love (GilXenkidu)

ฟิคแก้บนอีกแล้วค่ะ…

Pairing : GilGamash X enkidu

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะว่าทำไมถึงต้องแต่งคู่นี้ดราม่าทุกอัน

……………………………………………………………………………………………………

“รัก”

น่าเสียดายที่เอนคิดูไม่เข้าใจ

.

เอนคิดูยกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกข้างซ้าย

ไม่มีหัวใจอยู่ตรงนั้น

.

ร่างสูงเดินเข้าไปหา เสียงฝีเท้าตัวสะท้อนจนกึกก้องทุกย่างก้าว

เขาหยุดลง ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆอีกคน

ดวงเนตรสีมรกตผละมาสบตา ริมฝีปากบางวาดรอยยิ้มหวานแทนคำทักทาย

“ยังคงคิดเรื่องหัวใจอยู่อีกหรือ?”

เอนคิดูพยักหน้า

“ข้าอยากมีหัวใจ” เขาเลิกคิ้ว พอนึกถึงหัวใจดวงนั้นไม่ได้มีอยู่เพื่อเขาก็เผลอพูดออกไปไม่ทันยั้งคิด

“ไม่ต้องมีหรอก”

คนตัวเล็กกว่ามองอย่างไม่เข้าใจ “ข้าจะได้รู้สิ่งที่ท่านเพียรพยายามบอกสักที”

.

กิลกาเมชจึงขยับยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าจะพูดจนกว่าเจ้าจะเบื่อฟัง”

.

“รัก”

.

เอนคิดูหัวเราะออกมาแผ่วเบา

“เช่นนั้นข้าจะฟังจนกว่าเจ้าจะเบื่อพูด”

.

“รัก”

.

แม้จะเป็นถึงตอนสุดท้าย กิลกาเมชยังคงกุมมือนั้นไว้

“รัก”

คอยพร่ำกระซิบบอกไม่ห่าง

.

ร้องให้

แล้วเอนคิดูก็ร้องให้ออกมา

เข้าใจแล้วทั้งความรัก ความอบอุ่นทั้งหมด แม้จะเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิตปลอมๆ

แต่ก็เข้าใจหมดแล้ว

รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นทั้งน้ำตา

.

“รัก”

.

ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย

สำหรับคำว่ารัก ที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมกัน

[fanfic sherlock bbc] Love : Psychopathy (morrene)

แก้บนอีกแล้วค่ะ….
Pairing : Jim Moriaty X Irene Adler

……………………………………………………………………………………………………………

เธอเดินกระแทกเท้าเข้ามาในห้อง เปิดประตูโดยที่ไม่เคาะ ระหว่างที่เสียงดังก้องของส้นสูงหยุดลงทันทีที่เจอพรม

นั่นทำให้เขารู้สึกชอบพรมเปอร์เชียขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

.

จิมชวนให้เธอนั่งโดยที่เขายังคงไม่ลุกจากตำแหน่งด้านหลังโต๊ะทำงานตัวโต ส่วนระบบไฮโดรลิกก็ทำหน้าที่ปิดประตูของมันเหมือนอย่างเคย

ไอรีนนั่งลงบนเก้าอี้ ประจันหน้ากับเขาโดยที่มีโต๊ะบ้าๆกั้นระหว่างกัน

.
ดวงตาเรียวกวาดมองรอบๆห้อง มองไปยังแจกัน รูปภาพด้านหลัง แล้วอ่านชื่อแฟ้มเอกสารตรงด้านหลังอย่างลวกๆ ทั้งหมดนั่นไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ยกเว้นก็แต่เรื่องที่มันดูธรรมดาเกินไปขัดกับเจ้าของห้อง หล่อนหยุดสายตาที่ป้ายชื่อ แสดงท่าทีประหลาดใจเล็กๆขึ้นมาอย่างไม่คิดจะปกปิด แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา

ยอมรับเลยว่า คำว่า จิม มอริอาตี้ กับ มหาวิทยาลัย ยังคงฟังดูขัดแย้งกันในหัวของเธอหน่อยๆ
เกิดคำถามขึ้นในหัวอย่างช่วยไม่ได้
.

เขาเป็นศาสตราจารย์โดยผ่านการประเมินทางจิตมาได้ยังไง?

แน่นอนมันค่อนข้างเหลือเชื่อเลยที่นักจิตวิทยาระดับต้นๆของประเทศจะดูไม่ออก

.

“คุณกำลังประเมินผมอยู่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ส่วนไอรีนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขยับตัวเล็กๆให้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เริ่มใจเย็นลงนิดหน่อยจากที่หัวเสียในตอนแรก

“คุณผ่านการประเมินทางจิตจริงๆน่ะเหรอ? Psychopath อย่างคุณเนี่ยนะ?”
เขาแสดงท่าทีไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก

“บอกเรื่องเจ้าหนูโฮล์มส์มาก่อน แล้วผมจะบอกคุณ”
.

ไอรีนเม้มปาก ตัดสินใจระหว่างบอกทุกอย่างไปตามตรงและดัดแปลงข้อมูลนิดๆน้อยๆเพื่อตัวเธอเอง แต่พอคิดดูอีกทีการเล่นกับมอริอาตี้คงจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาด เขาไม่ใช่พวกใจอ่อนและเลาะแหละเหมือนโฮล์มส์ ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่น่ากลัว

“เขาได้ข้อมูลไปแล้ว ไหนคุณบอกว่าไม่มีวัน?”

“จอห์น วัตสัน เป็นตัวแปลที่คาดเดาได้ยาก..” และเธอก็เพิ่งสังเกตว่าเขามีท่าทีที่นิ่งขรึมกว่าทุกครั้ง ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่พูดด้วยทำนองขึ้นๆลงๆอย่างปกติด้วย

บทบาทศาสตราจารย์แบบนั้นมันทำให้เขาดูน่าขนลุกไปอีกแบบ

แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก
.
เธอกอดอก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง

.

“หรือแค่อยากให้ฉันเดินตามเกม?”

.

มอริอาตี้เลี่ยงไม่ตอบโดยการยกชาขึ้นจิบระหว่างที่ขยับหมากรุกซึ่งตั้งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ บังคับควีนของฝั่งสีขาว เขี่ยเบี้ยฝั่งสีดำออกจากกระดาน

พอรู้ว่าจะไม่ได้คำตอบไอรีนก็ถอนหายใจ
.

“บอกฉันสิ เรื่องที่คุณผ่านประเมินทางจิตน่ะ มันน่าสนใจจริงๆนะ?”

.

“สิ่งหนึ่งที่มองจากคนละด้านก็จะได้มุมมองที่ต่างกัน ผมก็แค่หมุนมันนิดหน่อย ให้คณะกรรมการเห็นสิ่งที่ผมต้องการให้เห็น”

เธอเลิกคิ้วประหลาดใจ

“แล้วสิ่งไหนที่คุณอยากให้เขาเห็น”

.

เขายิ้ม ไอรีนเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงมันก็ตอนนี้

.

“รู้ไหมว่าคนโรคจิตกับคนมีความรักเหมือนกันตรงไหน?” มอริอาตี้เปลี่ยนคำถาม ท่าทางกึ่งๆจริงจังทำให้เธอรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 19 ที่กำลังฟังอาจารย์บรรยาย โดยท่าเฉพาะท่าทางที่วางแขนทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ประสานมือเข้าหากัน โน้มตัวลงมาเล็กๆแบบนั้น มันให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามออกมา

“มันเป็นอาการทางจิตเหมือนกัน ทั้งสองอย่างเกิดจากสารเคมีในสมอง และคำว่า Psycho มีรากศัพท์มาจาก Psyche ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อความรักตามตำนานกรีก”

เธอเริ่มเข้าใจ

“งั้นสิ่งที่คุณทำก็แค่เป็นความโรคจิตของตัวเองให้กลายเป็นคนที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนงั้นเหรอ?”

ชายหนุ่มไม่ตอบ โคลงแก้วชาในมือแล้วมองมันเหมือนถูกสะกดจิต

.

“การแกล้งรักใครสักคนเป็นเรื่องที่ง่าย” ไอรีนให้ความเห็น ดวงตาคู่สวยมองเขา “การรักใครสักคนมันเป็นเรื่องที่ยากกว่า”

จิมแค่นเสียงเบาๆออกมาทีหนึ่ง

“คนที่มีความรักคือคนบ้า” น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นการวิจารย์มากกว่าการออกความเห็น

คนฟังโคลงหัว ฉายเเววเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยในดวงตาชั่ววูบแล้วก็กลับมาเรียบเฉย แล้วนั่งเงียบ
เหมือนต่างคนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด
.
มีเวลา
.
แต่ไม่มีความกล้า

.

“นายน่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณกรรมแทนจะเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์นะ” เธอพูดขึ้นในที่สุด บรรยากาศเงียบเชียบน่ะชอบนะ แต่จิมก็ยังทำให้มันกลายเป็นเยือกเย็นได้อย่างทุกที และนั่นเป็นสิ่งที่เธอเกลียด
.

“ปรัชญาและวรรณกรรมงั้นเหรอ? น่าเบื่อจะตาย” จิมพูด ตีสีหน้าปุเลี่ยนๆ

“คณิตศาสตร์ก็พอๆกันแหละน่า”

“อย่างน้อยๆมันก็ชัดเจนกว่า ขอบเขตของคำตอบมันชัดเจนกว่า”

เธอถอนหายใจ

แต่ที่เขาพูดมาก็ถูก และแต่ละคนก็มีสิ่งที่สนใจแตกต่างกันไป

.
เป็นอีกครั้งที่ทั่วทั้งห้องเงียบ
ไอรีนมองเขา แล้วก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง พอคิดว่าจะไม่ได้ข้อมูลหรืออะไรที่น่าสนใจจากตรงนี้อีกก็ควรจะไป
เธอรวบกระเป๋าถือเอาไว้ด้วยมือเดียว แล้วลุกขึ้นโดยที่ไม่ได้พูดบอกลา
.

จิมใช้เวลาเพียงชั่ววินาทีเพื่อคิดที่จะเรียกเธอเอาไว้

“เฮ้”
ไอรีนหยุดมอง แล้วจ้องตอบโดยที่ไม่พูดอะไร

.

ชายหนุ่มขยับยิ้มกว้าง

.

“ผมกำลังเป็นบ้า”

………………………………………………………………………………

จะมีใครเข้าใจบ้างว่าจิมกำลังสื่ออะไร 555

.

“อย่างที่ผมบอก คนที่มีความรักคือคนบ้า”

“ผมกำลังเป็นบ้า”

.

โครตอ้อม

[fanfic] Kiss (gil X enkidu)

เหตุเกิดจากวันจูบค่ะ เลยอยากลองแต่งฉากจูบดู U.U

โครตลั่นอีกแล้ว

pairing : Gilgmash X enkidu

……………………………………………………………………………………………………………………….

ผมไม่ต้องการสิ่งใดในโลกนอกจากเธอ

                                                           william shakespeare

ใช่ว่ากิลกาเมชไม่เคยพ่ายแพ้

เขาพ่ายแพ้ต่อรอยยิ้มหวานนั่นนับครั้งไม่ถ้วน

ตกหลุมรักอย่างไม่จบสิ้นทุกครั้งที่เห็น

เหมือนคนโง่ และงี่เง่า

แต่เขาก็ยินดีเพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มนั้น

.

เอนคิดูนั่งอยู่ใต้เงาไม้ ในมือถือหนังสือที่ละสายตาออกมาสนใจกับคนตัวโตที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า สบตากับดวงตาสีส้มทองเหมือนพระอาทิตย์ยามเย็นอย่างที่ตนชอบ

คนตัวเล็กขยับยิ้ม ดวงตาสีมรกตฉายแววเป็นประกายน่าหลงไหลอย่างเช่นทุกครั้ง

แต่กิลกาเมชคิดว่ามันดูน่าหลงไหลมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้จุดสิ้นสุดทุกครั้งที่เขามอง

นั่งลงสิ” ร่างเพรียวพูด พร้อมกับวางหนังสือลงข้างกาย กิลกาเมชจึงทิ้งตัวลงฉวยโอกาศเอนตัวนอนลงบนตัก พอไม่ทันเอนคิดูจะได้โวยวายเล็กๆก็แทรกขึ้นมาก่อน

ขอข้านอนพักก่อนสิ” ไม่วายโอบรอบเอวไว้ต่างหมอนอีกด้วยพร้อมซุกหน้าลงกับหน้าท้องเบนราบอย่างฉายโอกาสเมื่อได้ที

.

เอนคิดูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อพอรู้ว่าพูดไปก็คงไม่ได้เข้าหู ยังไงกิลกาเมชก็คงหาทางได้อยู่ดี

เลยปล่อยเลยตามเลย

ลูบเรือนผมสีทองไปมาอย่างเบามือ

กิลกาเมชลืมตา เงยหน้าขึ้นมามอง

เอื้อมมือขึ้นมาเกี่ยวผมสีมะกอกทัดหูให้

ไหนบอกจะนอนพัก” คนตัวเล็กพูดยิ้มๆ

นานๆทีข้าจะได้อยู่กับเจ้าแบบนี้” กิลกาเมชตอบหน้าตาย ในขณะที่คนฟังเริ่มมีใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ ตอบกลับโดยพยายามพูดเสียงนิ่งที่สุด

คิดบ้างหรือเปล่าก่อนจะพูดอะไรออกมา?”

คนตัวโตหัวเราะในลำคอ

เอนคิดูใบหน้าร้อนผ่าว แก้เขินโดยการเงยหน้าขึ้นหนีสายตา จับรวบผมแล้วปัดข้ามไหล่ไปข้างหนึ่ง

เจ้าจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

.

คราวนี้เอนคิดูยอมก้มหน้าลงมาสบตาด้วย

.

ข้าต่างหากควรถามท่าน. ท่านจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

กิลกาเมชขยับยิ้ม คราวนี้ฝ่ายที่พ่ายแพ้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเอนคิดูเสียแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฝ่ามือกว้างประคองข้างแก้มเขาเอาไว้

เราจะอยู่ด้วยกัน ตลอดไป”

เขาเลื่อนมือเข้าไปโน้มคออีกคนให้ก้มลงมาหา

ให้ประทับจูบหวานลงที่ริมฝีปาก แล้วเป็นฝ่ายช่วงชิงเสียเอง

จูบที่แผ่วเบา แต่ทว่าวาบวาม

ตีตราเป็นเจ้าของ

แทนคำบอกให้รู้ว่า รัก โดยที่ไม่ต้องเปล่งเสียง และบอกให้รู้ว่าหัวใจถูกช่วงชิงไปแล้วโดยฝีมือของอีกคน

.

พวกเขาผละออก แต่ใบหน้ายังคงห่างกันไม่ถึงคืบ

รู้สึกถึงลมหายใจโดยสายตาประสานกัน

ท่านเคยถามว่าข้าต้องการสิ่งใดมากที่สุด” เอนคิดูพูดขึ้นก่อน “ข้าไม่ตอบเมื่อคราวที่แล้ว”

เจ้าต้องการสิ่งใด?”

อยู่กับท่าน” คนตัวเล็กตอบพร้อมรอยยิ้มหวานตรึงตา “ได้ใช่ไหม?”

รู้อะไรไหม?” กิลกาเมชถามกลับ ลูบเรือนผมสีมะกอกอย่างหลงไหล

.

นั่นเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ข้าต้องการพอดี”

[fanfiic] First met (chibigil X enkidu)

ฟิคโครตวูบ เป็นจักรวาล Fate go ค่ะ

pairing : chibiGilgamash X enkidu

……………………………………

ชั้นใต้ดินเป็นสถานที่ต้องห้าม แต่กิลกาเมชยังคงฉวยโอกาสลอบเข้าไปใด้อยู่ดี

แต่เขาไม่เคยเสียใจที่ทำลงไป

มันทำให้เราได้พบกัน

.

เด็กชายเดินไปตามทางโดยไร้เสียงฝีเท้า มือทั้งสองข้างจับไปตามผนังเพื่อนำทางเพราะตัดสินใจจะไม่ใช้คบเพลิง กลิ่นความชื้นและตะใคร่ลอยเข้ามากระทบจมูกอยู่ตลอดเวลา

บันใดวนสิ้นสุดลงที่หน้าประตูใหญ่ ข้างประตูทั้งสองด้านมีคบเพลิงปักอยู่ทำให้เขามองเห็นทุกอย่าง

แสงไฟวูบไหวสะท้อนอยู่ในแววตาเป็นประกาย

.

ในเมื่อมาถึงนี่แล้ว..

กิลกาเมชในวัยราวๆสิบปีผลักประตูให้เปิดออก เดินเข้าไปด้านในด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หลังบานประตูนั้นเป็นห้องโถงกว้าง มีโต๊ะตั้งของระเกะระกะกระจัดกระจายไปทั่ว โดยตรงกลางมีแท่นหินและมีร่างของใครคนหนึ่งนอนอยู่บนนั้น

เขาเหมือนโดนเวทมนต์สะกด

สองขาเดินเข้าไปใกล้อีกโดยแล้วใช้นัยน์ตาสีทองส้มมองอย่างพิจารณา

คว้ามือเรียวขึ้นมาจับอย่างไม่รู้ตัว

.

นั่นคือเวทย์มนต์

.

แสงสว่างจ้าทำให้กิลกาเมชต้องหลับตาลง พอรู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่อีกที่หนึ่งซึ่งไม้รู้จักเสียแล้ว

ร่างที่นอนอยู่เมื่อครู่กลับกลายเป็นยืนอยู่ตรงหน้าเขาและตรึงเขาเอาไว้ด้วยนัยน์ตาสีมรกตคู่นั้น

“ท่าน ท่าน” ร่างเพรียวเรียก “ท่านเป็นใคร?”

“ข้าคือกิลกาเมช แล้วท่านล่ะ” เด็กชายตอบกลับ

ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววประหลาดใจ

“มันออกจะเร็วไปหน่อยที่เราเจอกัน”

กิลกาเมชเอียงคอถามกลับอย่างสงสัย “ทำไม?”

“เพราะวันใดวันหนึ่งเราจะเจอกันอยู่แล้ว” อีกฝ่ายตอบพร้อมเกี่ยวผมทัดหู

“ทำไมท่านมั่นใจนัก?” เด็กชายถามขึ้นอีก “อนาคตไม่แน่นอน”

ร่างเพรียวขยับยิ้มพราย

“เพราะข้าเป็นของท่าน, หนุ่มน้อย”

.

“ข้าถูกสร้างมาเพื่อท่าน.. เพื่อท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น”

.

ในตอนนั้นกิลกาเมชได้ให้สัตย์สาบานกับตนเองในใจ

เขาต้องเป็นราชาที่ยิ่งใหญ่ เพื่อจะได้ครอบครองเอนคิดู

[fanfic star trek] 100 roses (spirk)

… คู่นี้มันกร๊าวใจจริงๆค่ะ…ทำให้สงสารหมอได้ตลอด ในฐานะคนโดนเมินแบบไม่ใยดี 5555555

pairing : spock X Kirk

……………………………………………………………………………………………..

เจมส์ เคิร์ก จะตื่นมาทุกเช้าพร้อมกับดอกกุหลาบที่ถูกตั้งเอาไว้หน้าห้องกัปตัน
บางวันเป็นกุหลาบแดง บางวันเป็นกุหลาบขาว
เขาเคยถามฝ่ายวิจัยว่ามีใครขอดอกกุหลาบไปจากสวนพฤกษศาสตร์บ้างหรือเปล่า แต่ทุกคนบอกว่าเปล่า ต้นไม้ทุกต้นและดอกไม้ทุกดอกยังคงอยู่ดี
.
แล้วเป็นฝีมือของใคร?
.
“มันไม่น่าแปลกเหรอโบนส์? ใครจะกุหลาบมาตั้งไว้ให้ฉันทุกๆเช้ากัน?” กัปตันบ่นในตอนที่เขานั่งอยู่บนเตียงพยาบาล ปล่อยให้นายแพทย์ใหญ่ประจำยานอย่างคุณหมอแมคคอยตรวจร่างกายตามตาราง เพราะโดดหนีมาสองรอบติดกันแล้ว และเขารู้ว่าต่อให้ไม่ชอบแค่ไหน แต่การโดดครั้งที่สามติดกันอาจมีการฆาตกรรมโดยฝีมือของหมอเองนั่นแหละ
จิมยังมีภาระหน้าที่เยอะเกินกว่าจะกลายเป็นศพในตอนนี้
“อาจเป็นแฟนคลับนายสักคนไงพ่อคนดัง” นายแพทย์ตอบอย่างไม่ค่อยสนใจนักระหว่างละมือมาก้มหน้าก้มตากด PADD พิมพ์รายงานผลการตรวจสุขภาพ ส่วนกัปตันพอได้ยินอย่างนั้นก็กรอกตาไปมา
“แต่ตั้งสามเดือน ใครจะไปมีความอดทนขนาดนั้น?”
แมคคอยเงยหน้าขึ้นมาหาเพื่อนสนิท
“เยอะแยะ ขนาดพยาบาลมีอายังเป็นคนมีความอดทนอยู่กับฉันได้เป็นปี หรืออูฮูร่า หรือสป็อค พวกเขามีความอดทนกันทั้งนั้น ฉันว่าประเด็นสำคัญคือใครอยากให้ดอกไม้นายมากกว่า”จิมขมวดคิ้วมุ่น “แล้วนายคิดว่าใคร?”
“ที่แน่ๆฉันไม่พิศวาสแกถึงขั้นตามให้ดอกไม้ทุกเช้าแล้วกันว่ะ”
พอได้ยินอย่างนั้นคนเป็นกัปตันก็ขยับยิ้ม “นายก็น่าสงสัยนะ”
“หมดธุระก็ออกไปได้แล้วไป! เชคอฟ นายเป็นคิวต่อไป!”
จิมยังคงไม่วายส่งยิ้มยิ้มล้อเลียนทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินออกไป
.
หมดอัลฟ่าชิบแล้วจิมเลยตรงไปที่ห้องพัก เขาเดินเข้าไปในห้องโดยที่เหลือบมองครอบแก้วโดยที่ภายในมีกุหลาบของทุกๆวันใส่รวมๆเอาไว้ในแจกันจนกลายเป็นช่อโต
ครอบแก้วช่วยเก็บรักษาให้ทุกดอกยังคงดูสดไม่ต่างจากบนต้น
เขาใส่ของวันนี้เข้าไปด้วย
รวมทั้งหมดเป็น 92 ดอกพอดี
บางทีนะ… บางที พวกมันอาจมีความหมายอะไรบางอย่างเพียงแต่เขาไม่รู้ก็ได้? และตัวเขาเองก็ไม่รู้ความหมายของดอกไม้ด้วย
จิมหยิบ PADD ของตนเองขึ้นมาพิมพ์ จัดการค้นหาข้อมูลความหมายของดอกไม้
กุหลาบแดงหมายถึงฉันรักเธอ ส่วนกุหลาบเขาหมายถึงความรักที่บริสุทธิ์
แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะค้นหาอะไรอีก เลยทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
.
วันรุ่งขึ้น มื้อเช้า

.
จิมเจอกับแมคคอยที่ส่วนห้องอาหาร เขาเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆโดยที่ไม่ได้สนใจจะขออนุญาตแต่อย่างใด ฝ่ายแมคคอยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วย
“เฮ้ โบนส์” จิมทัก ส่วนคุณหมอพยักหน้าหงึกหงักแล้วกลืนขนมปังลงคอ ก่อนทักตอบตามมารยาท
“ว่าไงจิม”
“ฉันรู้ว่านายมันเสือผู้หญิง” แมคคอยไม่ค่อยมั่นใจนักว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรจะภูมิใจหรือเปล่า
“แล้วไง?”
“บอกฉันทีสิว่าดอกกุหลาบ 93 ดอกนี่มันหมายความว่ายังไง?”
ชายหนุ่มหยุดคิดไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะโปรยรอยยิ้มเสน่ห์แดนใต้ที่ภูมิใจหนักหนาเป็นนัยยะ
“นายต้องรู้เอง”
จิมตีหน้ามุ่ยอย่างเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาทันที “นายก็บอกฉันสิ!”
แต่คนเจนโลกก็ยังคงเอาแต่ยิ้ม ลุกขึ้นยืนพร้อมกับตบบ่าเพื่อนสนิทพูดให้คิดก่อนหนีหายไปเฝ้าห้องพยาบาลตามหน้าที่
.
“เฮ้ ฟังนะ เชื่อฉันเถอะว่านายควรจะฟังจากคนที่ให้กุหลาบกับนายเองมากกว่า อีกไม่กี่วันหรอก เมื่อกี้นายบอกว่า 93 ใช่ไหม? ก็แค่อีกหกวัน หรืออาจเจ็ดวัน แค่นั้นเอง”
.
จิมก้มหน้าลง รัวนิ้วเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะคว้าขนมปังกับแล้วตัดสินใจทิ้งซุป เพื่อเดินไปทำงานที่ห้องควบคุม

หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคำพูดนั้นเล่นงานหนักขนาดไหน

.

เขาเผลอรอคอยอย่างใจจดใจจ่อโดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้ว
.
กุหลาบดอกที่ 100 วันที่เจ็ดหลังจากที่เขาจับเวลานับถอยหลังในใจตั้งแต่หลังจากที่คุยกับโบนส์ไปวันนั้น

กัปตันตื่นเช้าด้วยท่าทีสดใสกว่าปกติ

เพราะเมื่อวานไม่มีอะไรพิเศษ ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันต้องเป็นวันนี้

.

เขาลุ้นระหว่างที่ประตูเปิดออก แวบเเรกก็แอบเสียดายเมื่อเห็นเป็นกุหลาบอยู่อย่างเดิม แต่พอหยิบขึ้นมาจึงเห็นว่ามีกระดาษโน้ตเล็กๆคล้องเอาไว้ด้วย
.
กุหลาบ 100 ดอก, ผมอุทิศชีวิตนี้เพื่อคุณ
.
ถึงโน้ตจะไม่ได้ลงชื่อ แต่ตอนเขาก็รู้แล้วว่าฝีมือใคร มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาจำลายมือได้ดี
เขาจึงตัดสินใจจะเก็บมันลงไว้ในกระเป๋าพกติดตัว แล้วเขากะอัลฟ่าชิบโดยที่ทำดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงตอนแรกจะใบหน้าร้อนผ่าว แต่ก็เก็บอาการเอาไว้ได้อย่างแนบเนียบ
.
สป็อคยังคงมาทำงานเหมือนทุกวัน เฝ้าอยู่ที่สถานีเยื้องไปทางด้านขวาหลังเขา
สป็อคเป็นวัลแคน และทำงานควบสองกะโดยอ้างว่าวัลแคนพักผ่อนน้อยกว่ามนุษย์
ตอนแรกจิมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่พออีกฝ่ายยืนยันเขาจึงยอมแพ้ เพราะวัลแคนก็หัวดื้อพอๆกันนั่นแหละ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ฝืน วันไหนจะพักก็ขอให้แลกเวรกับเขาก็ได้
.

“กัปตันดูอารมณ์ดีนะครับ” ซูลูทัก จิมยิ้มหวาน แต่ไม่ยอมตอบอะไร

.
เขาเดินเข้าห้องพยาบาลเพื่อไปหาแมคคอยเหมือนตามปกติเมื่อหมดอัลฟ่าชิบ
“ว่าไง” แมคคอยทักอย่างอารมณ์ดี พอเห็นได้ชัดว่าวันนี้ไม่ได้ปะทะฝีปากกับใครมาให้อารมณ์เสียเล่นๆ “รู้แล้วหรือยังล่ะว่าใครแฟนคลับนาย?”
“รู้แล้ว” จิมตอบ ส่วนแมคคอยโคลงหัว
“ให้ฉันเดานะ… สป็อค”
ชายหนุ่มตาโตขึ้นมาทันที ร้องถามกลับอย่างประหลาดปนตกใจ “นายรู้ได้ไง!?”

หมอผีหรือไงน่ะ?
“เพราะถ้าเป็นผู้หญิงนายจะไม่มาหาฉันที่ห้องพยาบาลหรอก ไอ้เสือร้าย แถมที่สำคัญ ฉันเคยเห็นบางครั้งว่าไอ้หนูผีหูแหลมนั่นมันชอบแอบมองแก”
“แล้วฉันควรทำไง?”

หมอแมคคอยพอได้ยินคำถามนั้นก็ถอนหายใจเอือมๆแล้วเดินหนี
“ไม่รู้โว้ย! เรื่องของตัวเองก็เคลียร์กันเองสิวะ! ฉันเป็นหมอ ไม่ใช่นักบำบัดจิต!”
รู้สึกผิดชะมัดที่ตามใจจนจิมไม่รู้จักโต….ให้ตายสิ
.
จิมเดินเล่นไปมา หาที่นั่งเล่นจนกว่าจะหมดอีกกะ
พอได้เวลาก็ลุกขึ้นเดินไปหน้าห้องของรองกัปตันในทันที สป็อคเพิ่งมาถึงหลังเขาไม่นาน มองด้วยความประหลาดใจเล็กๆ
“นี่ฝีมือนายใช่ไหม?” จิมหยิบโน้ตอันเล็กขึ้นมาส่งให้ วัลแคนมองโน้ตอันนั้นแหละกัปตันของเขาสลับกันไปมา
“ครับ”
“ดอกไม้นั่นก็ไอเดียนาย?”
“…ครับ..”
“ฉันคิดว่ามันจะไม่สมเหตุสมผลซะอีก”
สป็อคเงียบ ในขณะที่จิมกอดอกรอฟังคำตอบ
.
“มันสมเหตุสมผลครับ” เขาพูดขึ้นในที่สุดด้วยท่าทีกังวลใจเล็กๆ “มันสมเหตุสมผลที่คุณสมควรจะรู้ครับ..”
.
“สิ่งที่อยู่ในโน้ตเป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกคุณครับจิม”
จิมขยับยิ้มซุกซน
“นายควรจะบอบฉันตรงๆนะรู้ไหม?”
พอพูดอย่างนั้นสป็อคก็เลยสบตาด้วยท่าทีจริงจัง
.
.
“ผมรักคุณ”

[fanfic] Relationship (haztom)

Pairing : harrison osterfield X tom holland

ชั่ววูบจริงๆค่ะ.. เกิดจากการที่ทั้งสองคนไม่ค่อยมีโมเม้นต์เลยตอนนี้ Q.Q 

.

…………………………….……………………………………………………

แฮร์รี่มองเอือมๆ ระหว่างที่เดินเข้าไปในบาร์แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างพี่ชายคนโตของบ้าน

“เกิดอะไรขึ้นล่ะ?” เขาถาม แต่อีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงเสียก่อน เงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วถามกลับแทนที่จะตอบดีๆ

“แซมล่ะ?”

คนน้องเบ้หน้าไม่ระหว่างพอใจตอบกลับเสียงขุ่นด้วยความรำคาญเล็กๆ “ผมมาคนเดียว พี่ตอบผมมาซักทีว่าเกิดอะไรขึ้น”

แต่สิ่งที่ทอมทำเพียงแค่อาการถอนหายใจ พร้อมกับยกเหล้าขึ้นดื่มอีกช็อตก็แค่นั้น

เพราะโตมาด้วยกันเขาเลยดูออกว่านั่นเป็นอาการไม่อยากพูดของผู้เป็นพี่ชาย รวมไปทั้งเจ็บปวดหรือน้อยใจด้วย

แฮร์รี่เลยไม่ได้ห้ามและเลือกที่จะทำเพียงแค่มองแล้วเริ่มเดา

“ทะเลาะกับพี่แฮซ?”

มือที่กำลังโคลงแก้วเหล้าหยุดชะงัก นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววร้าวลึกในตอนที่เงยขึ้นมาสบ

สำหรับแฮร์รี่เขาถือว่าเป็นคำตอบว่า ใช่ ในคำถามเมื่อครู่

“ผมไม่เกี่ยวนะ ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับพวกพี่ๆหรอก”

ทอมมองตาขวาง ไม่รู้ว่าหงุดหงิดจริงๆหรือเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์กันแน่ แต่อย่างหลังดูเหมือนจะเป็นไปได้มากกว่า ถ้าลองมองจากจำนวนปริมาณแก้วเหล้าที่อยู่บนโต๊ะ

“เกี่ยวสิ นายเป็นน้องพี่นะ!

คนน้องกรอกตาไปมารอบหนึ่ง

“ผมอยากจะตัดพี่ตัดน้องกับพี่ซะตอนนี้เลย”

“แฮร์รี่!

“พูดเล่นน่า”

แต่ทอมไม่ค่อยเชื่อในประโยคนั้นเท่าไหร่

.

“เชื่อผมเถอะ” แฮร์รี่พยายามเริ่มต้นใหม่ “พี่ทำอย่างนี้พี่แฮซมีแต่จะยิ่งโมโห”

ทอมกำลังจะอ้าปากพูด แต่พอมีมือหนึ่งมาวางบนลงบ่าพร้อมๆกับร่างของเพื่อนสนิทที่ทิ้งตัวลงนั่งติดกันข้างๆกับก็หุบปากเงียบกริบลงฉับพลัน ตัดสินใจจะก้มหน้างุดลงมองโต๊ะแม้จะยังคงรู้สึกโกรธอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ดูเหมือนตอนนี้ความกลัวจะชนะไปไกลเสียมากกว่า

แฮริสันหันหน้ามาสบตากับแฮร์รี่ที่นั่งตรงข้าม พูดขึ้นเสียงเรียบๆที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ขอบใจมากแฮร์รี่”

เจ้าของชื่อยักไหล่ พร้อมกับยิ้มแทนคำตอบ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเมื่อผู้เป็นพี่ชายแท้ๆเหลือบตาขึ้นมาจ้องมองแบบไม่พอใจและก่นด่าแบบไม่มีเสียง

“น้องทรยศ!

.

แฮร์รี่หันมาจ้อง กำลังจะต่อปากต่อคำ แต่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะทุกอย่าง เขามองแต่ยังไม่กดรับในทันที

“งั้นผมขอตัวก่อน” แล้วก็ลุกออกไปโดยที่ไม่ได้รอคำตอบหรือคำอนุญาต เพราะพี่ชายร่วมสายเลือดอย่างทอมไม่อนุญาตแน่ๆ

ทั้งยังมิวายทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ด้วย

“ไม่ต้องพาพี่ทอมมาส่งที่บ้านนะฮะ ผมจะไม่เปิดประตูให้”

.

แฮริสันหุบยิ้มลงทันทีที่เด็กหนุ่มไป ก่อนจะดึงไหล่เพื่อนมาให้หันประจันหน้ากันแต่โดยดี ซึ่งทอมก็ทำตัวอ่อนๆไม่ขัดขืน เพราะรู้ดีว่ายังไงก็คงแพ้แรงคนตรงหน้า

“ว่ามา นายโกรธฉันเรื่องอะไร?”

ทอมเอียงคอ แกล้งทำตาโตๆอย่างประหลาดใจระหว่างที่มอง และตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เปล่านี่

“โกหก!” ร่างสูงรู้ทัน “นายโกรธอะไร บอกมาเดี๋ยวนี้ทอม นายเป็นคนบอกเองว่าเราจะคุยกันด้วยเหตุผลทุกเรื่อง”

“ฉันไม่ได้โกรธ ไม่ได้โกรธจริงๆ…”

เขาเปลี่ยนท่ามานั่งกอดอก แล้วถามต่อ

“งั้นบอกมา ทำไมถึงต้องหนีฉันมาดื่มกับแฮร์รี่”

“แค่อยากดื่ม” ทอมตอบสั้นๆ หม่นหมองลงไปทันตาพอรู้ว่าการแสดงเมื่อครู่มันไม่ได้ผล แล้วยกแก้วขึ้นมาจะจิบอีกช็อต แต่แฮริสันก็ปัดมันออกเสียก่อนด้วยความไม่สบอารมณ์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ และคิดว่าไม้อ่อนคงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

.

แก้วใบเล็กตกลงกระแทกโต๊ะ

“บอกมาทอม”

ก่อนจะตกลงไปบนพื้น

ทอมหลุบตาลงต่ำ ไม่ยอมมองหน้า ตัดสินใจไปมากับตัวเองว่าควรจะพูดออกไปหรือเปล่า

แก้วใบนั้นกลายเป็นแค่เศษเสี้ยวของอะไรบางอย่างที่คมกริบ

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะพูดออกไป

“ขออะไรบางอย่างได้ไหมแฮซ?”

“ว่ามาสิ”

ทอมเงยหน้าขึ้นไปสบตาด้วยท่าทีจริงจัง เม้มปากแน่นด้วยความลังเลอยู่เล็กๆแต่แอลกอฮอล์ก็ทำให้เขากล้าขึ้นมาก

“ทำทุกอย่างให้มันชัดเจนได้ไหม?”

คนตัวสูงนิ่ง รู้สึกจนคำพูดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เริ่มเข้าใจถึงสาเหตุอย่างว่องไว ความโมโหเมื่อครู่ถึงหายวับเหมือนไฟที่โดนน้ำซัด กลายเป็นความรู้สึกผิดเล็กๆที่เริ่มเข้ามาแทนที่

“สรุปแล้วเราเป็นอะไรกันแน่”

แฮริสันถอนหายใจ แล้วชิงแก้วเหล้ามาดื่มเอง

“รู้ไหม..ตอนแรกฉันคิดว่าความคลุมเครือของพวกเราจะเป็นไอเดียที่ดี”

“มันเคยเป็น แต่ตอนนี้ไม่”

“ฉันรู้…..ฉันรู้”

แฮริสันตอบ ก่อนพ่นลมหายใจ มันเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ติดมาด้วย และยิ่งชัดขึ้นในแก้วที่สอง ในขณะที่ทอมมีกลิ่นของแอลกอฮอล์ติดตัวอยู่แล้ว

“ทอม…. งั้นนายอยากให้พวกเราเป็นอะไรกันล่ะ? แฟน คู่เดท หรือแค่เพื่อน”

คนตัวเล็กจ้องมองด้วยท่าทีที่แปลกไปจากเดิมเล็กๆ เหมือนกระตือรือร้นขึ้นมานิดหน่อย “ฉันควรจะถามนาย”

แฮริสันลูบผมอีกฝ่ายอย่างเบามือ

“ไม่….”

.

“คนที่ตัดสินใจคือตัวนาย”

.

ทอมคว้ามืออีกข้างของ เพื่อนสนิท ตรงหน้ามาจับ ทาบลงกับมือเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเล

“ม.. ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้”

“เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นทอม” แฮริสันตอบเสียงนุ่ม เพราะเห็นคนตรงหน้าเริ่มร้องให้

“ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรกัน ฉันจะยังอยู่ตรงนี้ โอเคไหม?”

.

พอใจแค่นั้นเหรอ?

ทอมถามใจตัวเอง และพอคิดว่าแลกกับการที่แฮริสันจะยังอยู่ตรงนี้เขามันใจว่าจะผ่านทุกอย่างไปได้

“ขอบคุณ”

เขาพึมพำ และเป็นครั้งนี้ที่จะยอมให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังคงคลุมเครือ

ส่วนแฮริสันระบายยิ้มเล็กๆ พยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

“มันอาจยังเป็นไอเดียที่ดีใช่ไหม? เรื่อง ความคลุมเครือ น่ะ”

ทอมพยักหน้าเล็กๆ แล้วประสานมือเข้าเข้ากับมือของแฮริสัน

.

sunshine

…………………………………………………………………………

คำว่า sunshine ตอนจบเป็นอะไรที่อยากใส่ค่ะ..

เกิดจากที่จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งทอมเคยเรียกแฮซว่าซันชายน์ ถามมม ทอมมม มีใครเขาเรียกเพื่อนว่าซันชายน์บ้าง หนูต้องมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้นะลูกกกก