[fanfic loki] That’s why he is changed (loki and sigyn)

ถ้าหากว่ามันคือความรัก. –นี่คือความรัก.
แต่ใครจะไปรู้ว่าความรักแท้จริงแล้วคืออะไร?.
………………………..

ชาวแอสการ์ดโดนไล่ต้อนไปอีกทาง. ซีกน์ปะปนไปกับผู้คนพร้อมกับอุ้มลูกสาวตัวน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน.
“ท่านแม่. เราจะไปไหนกันคะ?”
เธอยิ้มออกมา พยายามคลายความกังวลที่ฉายชัดในดวงตาสีมรกตของลูกสาว.
“เรากำลังไปหาท่านพ่อกันค่ะ”

นาริยิ้มกว้าง “ท่านพ่อจะมาหาเราใช่ไหมคะ? กับลุงธอร์?”

“ใช่ค่ะ. กับลุงธอร์” เธอปัดเรือนผมสีนกกาที่ปรกหน้าลูกสาวไปทัดหูให้อย่างเบามือ “พวกเขาจะมาปกป้องพวกเรา”
ไฮล์มดัลมองเห็นพวกเขา.ท่ามกลางเหล่าผู้คน ดวงตาสีทองคู่นั้นจ้องมาอย่างมีความหมาย.
.
ซีกน์ยกยิ้ม ส่งสัญญาณให้เขาเงียบ
ไม่ต้องบอกใคร.
.
……………………………………..
พวกนั้นก้าวเข้ามา เริ่มดึงเด็กออกไป ไฮล์มดัลกำลังจะลุกขึ้นพูดแต่ซีกน์ไวกว่า เธอเข้ากดไหล่เขาเอาไว้ ส่งนาริให้อีกฝ่ายอุ้ม
“ดูแลเธอด้วย”
“ท่านซีกน์?”.
ประชาชนเริ่มส่งเสียงเหมือนผึ้งแตกรัง โดยเฉพาะตอนที่เธอดึงเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทุกคนไม่ได้เห็นมาหลายปี.
.
“ท่านซีกน์?”
.
เธอก้าวออกไปข้างหน้า.
“หวังว่าเจ้าคงมีอะไรดีๆที่จะพูด”.
ซีกน์หัวเราะ. ปั้นหน้ายิ้ม. เป็นสิ่งที่เธอได้เรียนรู้หลังจากอยู่ด้วยกันกับโลกิมาหลายปี..
“ทุกคนไม่ผิดอะไร”. เธอว่า “และเชื่อเถอะ ฉันเป็นตัวประกันที่คุ้มค่า”
.
“ฉันเป็นภรรยาของโลกิ”.
.
เธอถูกโซ่ตรวน. เข้าใจความรู้สึกโลกิคราวนั้นขึ้นมาในฉับพลัน.

………………………..
ถ้าหากว่านั่นคือความรัก.
ถ้าหากว่าความเสียสละล้วนมีความหมาย..
รัก — เป็นเพียงคำแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยิน.
ชวนให้สงสัย. ถามซ้ำ. มั่นใจแล้วหรือกับคำๆนั้น?.
…………………………………..

จิตใจโหวง. เหมือนไม่มีอะไรอยู่ในอกอีกต่อไป.
พรากจากลูกเป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่ทุกคนจะนึกถึง แต่ซีกน์มีหน้าที่ต่อแอสการ์ด.. มีสิ่งที่ต้องแบกรับมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง.
.
เธอไม่ได้คาดหวังให้โลกิตามหา.
เธอรู้ว่าอย่างน้อยเขาก็จะพยายาม รู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรอย่างที่ทุกคนคิด.
.
เขาแค่ต้องการคนที่จะเข้าใจเขา –เหมือนพระนางฟริกก้า– ใช่ โลกิต้องการความรัก. เขาเป็นคนที่ละเอียดอ่อนกว่าที่ทุกคนเห็น
.
แต่มันอันตรายเกินไป ไม่ว่าจะสำหรับโลกิ. หรือแม้กระทั่งกับธอร์.
ซีกน์เตรียมที่จะสังเวยตัวเองเพื่อชาวแอสการ์ดทั้งหมด..
.
ความตาย. มีสิ่งใดที่จะต้องกลัว..”
………………………………………………………………………………………………………
ไฮล์มดัลรีบบอกข่าวเรื่องนี้กับธอร์ ไม่สนใจแม้ซีกน์จะบอกให้เขาเก็บเงียบก่อนหน้านั้น. ธอร์นำไปบอกต่อกับโลกิ.
น้องเขาสมควรที่จะได้รู้.
เขาไม่มั่นใจว่าทั้งสองคนรู้สึกยังไงต่อกัน. แต่ความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีมันก็ย่อมมี
.
โลกินิ่งเงียบไปทันทีที่ได้ยินข่าวเรื่องนี้. ดวงตาสีมรกตคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยไฟแค้น..
“ข้าจะไปช่วยเธอ”
ธอร์เม้มปาก
“ข้ารู้. แต่เราต้องการแผน”
.
……………………………………
เสียงเอะอะดังขึ้นข้างนอก ซีกน์หยุดเวทย์มนต์ในมือแล้วลุกขึ้นมองผ่านกรงขัง. ก่อนที่จะมีคนยิงปืนผ่านประตูเข้ามา. ซีกน์ล้มตัวลงด้วยความเจ็บปวด. พวกนั้นล็อกตัวเธอแล้วพาออกไป
.
ซีกน์ยังคงถูกจับตัวเอาไว้ไม่ได้อ่อนโยนนัก แต่ความเจ็บปวดจากน้ำมือพวกนั้นแทบไม่รู้สึกเมื่อเทียบกับอาการแสบร้อนตรงกลางอกซึ่งเป็นผลมาจากลูกปืนก่อนหน้านี้.

ดวงตาพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็น.. รู้แต่เพียงชาวแอสการ์ดมากมายนอนเกลื่อนอยู่บนพื้นกับกลิ่นคาวเลือดที่ชวนอ้วก
โลกิยืนอยู่กลางเหล่านั้น กับแทซซาแร็คในมือ.
“ไม่.. โลกิ… ไม่..”

…………………………………………………………………
ความรัก ไม่ว่าจะยังไง รูปแบบไหนก็ยังเป็นความรัก
.ถ้ายื่นมั่น. ถ้าเชื่อถือ
มันจะเป็นความรักที่มั่นคง.
…………………………………………………………………

.
ซีกน์ถูกปล่อยตัวลงบนพื้น. เธอไม่มีแรงแม้แต่จะยืน.
ในขณะที่ธอร์เริ่มใช้สายฟ้า โลกิรู้ดีว่าอีกไม่กี่วินาทีตรงนี้คงจะถูกทำลายจนสิ้น.

เขากระโดดพุ่งเข้าไปหาซีกน์
ปกป้องเธอจากคลื่นพลังของธอร์.
.
ซีกน์ยิ้มให้เขา. นั่นเป็นรอยยิ้มสุดท้าย.
.
……………………………………………………………………………………….
แค่ชั่ววินาทีทุกอย่างก็ถูกเปลี่ยน ความวุ่นวายทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความสงบของลมเย็นและทุ่งลิลลี่สีขาวสุดลูกหูลูกตา.
.เขารู้ว่ามันเป็นเวทย์มนต์. คล้ายๆกับที่เขาเคยใช้ใส่วัลคิรี่ แต่มันต่างออกไป.
มันไม่ใช่การย้อนให้เห็นอดีตที่เลวร้าย

แต่นี่เป็นสิ่งสุดท้าย เป็นเศษเสี้ยวของซีกน์ที่เหลือเอาไว้.
.
ซีกน์เดินเข้ามาตรงหน้าเขา ในมือจูงนาริตัวน้อยเอาไว้ด้วย เด็กหญิงเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มสดใส ซีกน์คงไม่มีเวลามากพอที่จะสร้างเธอให้พูดหรือทำอะไร พอหล่อนปล่อยมือนาริจึงแค่ยืนอยู่เฉยๆ.

“เราไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ โลกิไม่ตอบอะไร รู้ว่าพูดอะไรเธอก็ตอบเขาไม่ได้ ซีกน์ไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว
นี่ไม่ใช่ความจริง
เขาตอกย้ำกับตัวเอง. แต่พอสบกับดวงตาสีฟ้ากระจ่างความคิดนั้นก็ละลายหายไปพร้อมๆกับหัวใจของเขา.

“ได้โปรด ฉันรู้ว่ามันฟังดูเห็นแก่ตัวที่ขอร้องคุณอยู่ฝ่ายเดียว แต่ได้โปรด ดูแลนาริ. อย่างน้อยๆเธอก็เป็นลูกของคุณ —ลูกของเรา
เธอเอื้อมมือเข้ามาจับมือเขาขึ้น. โลกิลูบมือเธอตอบ ย่อตัวลงกดจูบลงไปอย่างแผ่วเบา.
“…อยู่เคียงข้างธอร์ เขาคู่ควรกับบัลลังก์ก็จริง แต่ไม่มีใครทำถูกไปหมดทุกอย่าง. คุณเป็นคนฉลาด หลักแหลม ชี้นำเขาในยามที่เขาหลงทาง”
.
โลกิเงยหน้าขึ้นมามองเธอ. รอยยิ้มของซีกน์ยังคงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง เธอใช้มือข้างหนึ่งลูบแก้มเขา ไล้ปรายนิ้วไปตามสันกราม ดวงตาสีฟ้ามองลึกเข้ามาในดวงตาเขา
จดจ้องมาแต่เขา — เขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
“คุณอาจคิดว่าคุณไม่ได้คู่ควรกับฉัน แต่รู้อะไรไหม คุณคู่ควรคนที่ดีกว่าฉัน”
เธอแค่นหัวเราะเบาๆ. กดจูบลงที่หน้าผาก
.
รัก

โลกิเหยียดยิ้ม

ข้ารู้
.
แล้วทุกอย่างก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
……………………………………
ร่างไร้วิญญาณยังคงอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง..

“รัก” โลกิพึมพำ แต่มันก็สายเกินไปแล้ว.
.ทำไม. ทำไมถึงเพิ่งมารู้ตัวเอาตอนนี้.
ทำไมถึงเพิ่งมาพูดเอาตอนนี้…

นาริวิ่งเข้ามาหาพวกเขา. โลกิยิ่งร้องให้ไม่ออก เขาปั้นยิ้มมุมปากที่ไม่ได้ดูสดใสเลยให้กับลูกสาวที่ดูเหมือนจะร้องให้ไม่ออกพอๆกัน
“ท่านแม่..”
“ท่านแม่ไปหาท่านปู่โอดินกับท่านย่าฟริกก้า” เขาตอบ คว้าตัวลูกสาวเข้ามากอด นาริพอมีที่พึ่งก็เริ่มสะอึกสะอื้นในอ้อมแขนเขา.
“.. ท่านแม่บอกว่าจะกลับมา.” นาริพูดแทบไม่เป็นภาษา “ท่านแม่บอกว่าจะกลับมาหา..”
โลกิหลับตาลง ฝังใบหน้าลงกับกลุ่มผมสีนกกาของเธอที่ถอดแบบมาจากเขา
“..ซีกน์ไม่กลับมาแล้ว..”

……………………….
รัก. ยังคงเป็นรัก.
เหลือเพียงความทรงจำ แต่ว่านั่นคือความรัก.
มันเคยเป็นความรัก และจะเป็นตลอดไป
…………………………….

Advertisements

[fanfic doctor who] once upon a time

 

เป็นฟิคด้วยความลั่นจากความสงสารสิบสองที่ต้องลืมคลาร่าค่ะ แล้วด้วยความรู้สึกว่าสองคนนี้แบบ น่าสงสารอ่ะ แล้วยิ่งสิบสองนางเหมือนจะยึดติดกับคลาร่าค่ะ
อีกอย่างคืออย่างแต่งสิบสองเจอกับสิบค่ะ แต่สิบในฟิคเป็นสิบซีซั่นสองที่อยู่กับโรส ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรส ยังไม่เจออะไรมากค่ะ ในขณะที่สิงสองเป็นสิบสองจากซีซั่นเก้า ที่ลืมคลาร่าค่ะ แล้วก็ให้ไขควงคลื่นเสียงกับริเวอร์แล้วค่ะ
———————————————————————————————————

Once upon a time, i have a dream

กาลครั้งหนึ่งผมฝัน

.

We were in a faraway planet

เราไปถึงดวงดาวที่ไกลที่สุด

We were in the end of the universe

เราไปถึงขอบสุดของจักรวาล

In the last of time, when everything has falling down, we were there

ในเวลาสุดท้ายที่ทุกอย่างล่มสลาย มีเราสองคนอยู่ตรงนั้น

.

And then i wake up with fear

แล้วผมก็สะดุ้งตื่นและหวาดกลัว

Because just realize you aren’t in real anymore

เพราะความจริงไม่มีเธออยู่ในนั้น

.

“อชิลด้า?” ชายชราเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงสูงแหบแห้ง ในขณะที่หรี่ตาพยายามลงมองผ่านหมอกหนาทึบในตอนเช้าฤดูหนาวของลอนดอน สลับกับกระดาษไซคลิกในมือ เขาคิดว่าเขาจำลายมือแบบนี้ได้ แล้วถ้าใช่ หล่อนก็เป็นคนเดียวกับที่อยู่กลางหมอกไกลลิบๆนั่น.

“ฉันคือมี” เธอตอบกลับเสียงเรียบนิ่ง แล้วเดินผ่านหมอกหนาทึบมาปรากฏตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็วภายในพริบตา “ฉันมีเรื่องจำเป็นที่จะต้องให้คุณช่วย ด็อกเตอร์”

“อย่างงั้นเหรอ?” เขาถามกลับไม่แยแส แล้วหยิบกระดาษไซคลิกในมือขึ้นมาให้เธอดู แน่นอนว่ามันปรากฏตัวอักษรอย่างเดียวกับที่เขาเห็นเพราะเขาต้องการให้เธอเห็นอย่างนั้น แล้วพูดขึ้นอีกอย่างดุๆ “คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง? มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำมันได้”

หล่อนชะงักด้วยสีหน้าตกใจ ระหว่างที่มองกระดาษไซคลิก

.

ลายมือนั้นไม่ใช่ลายมือของเธอ

แต่พอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาดวงตาคู่นั้นก็กลับมาเรียบนิ่งเหมือนอย่างเคย

.

คลาร่า

.

เห็นได้ชัดเจนว่าเขายังคงจำเกี่ยวกับเธอไม่ได้

มีเลยเลือกที่จะบ่ายเบี่ยงประเด็นสนทนาออกไปสักเล็กน้อย

“ภรรยาของคุณก็ทำได้”

.

ด็อกเตอร์ได้ยินอย่างนั้นก็หน้าตึง ไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ “ห้ามพูดถึงเธอ.”

มีไม่ค่อยเข้าใจนัก คิดเอาไปว่าเขาคงไม่ชอบเธอจนไม่อยากให้พูดหรือแตะต้องคนที่เขารัก ทว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในตอนนี้

“คุณคงจำมันได้” เธอพูดพร้อมกับชูกำไลข้อมือที่คุ้นตาดีขึ้นมาก่อนจะคว้าแขนเขาด้วยความว่องไวแล้วสวมมันลงไปโดยที่ไม่รอคำตอบสักคำ “เมื่อคุณไปถึง คุณจะรู้เองว่าคุณจะต้องทำยังไง”

“แน่นอนว่าผมจำได้” ดวงตาสีเทามองกำไลข้อมือนั้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขมขื่นอยู่หน่อยๆ สี่ล้านล้านล้านปีที่เสียไปโดยสูญเปล่ายังคงอยู่ในความทรงจำอย่างละเอียด และนั่นทำให้เขากำลังชั่งใจว่าคราวนี้ควรจะเชื่อมีดีหรือไม่ และก็ค้นพบว่าไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอะไรตอนนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว เมื่อเครื่องมือที่แขนส่งเสียงร้องเสียดแก้วหู พาเขาเดินทางข้ามเวลากลับมาในยุควิคตอเรี่ยนในมุมหนึ่งของลอนดอน

.

ในขณะที่สมองกำลังคิดถึงคำที่มีบอกและสงสัยกับเรื่องที่จะต้องทำอะไรต่อไป เขาคงจะกลับไม่ได้หากไม่ทำสิ่งที่มีต้องการให้เสร็จ หล่อนต้องวางแผนเอาไว้อย่างนั้นแล้ว

พลันหางตาก็พบกับชายหนุ่มวัยกลางคนร่างสูงโปร่งที่ใส่เสื้อโค้ทสีน้ำตาลอ่อนเดินเล่นไปมาในเมืองกับสาวผมบลอนด์ตัวเล็กข้างๆ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และรู้มากไปกว่านั้นอีกว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้จักเขา. ไม่ใช่ตอนนี้

.

แต่นั่นทำให้เขารู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไรต่อ หรืออย่างน้อยๆคือเขาจะหาทางกลับไปได้ยังไง

.

ด็อกเตอร์พุ่งเข้าไปหาทั้งคู่อย่างรวดเร็ว ประสานมือเข้าหากันด้วยความประหม่าเล็กๆระหว่างฉีกยิ้มเป็นมิตรที่สุดเท่าที่ทำได้ในตอนที่แนะนำตัวไปด้วยพร้อมๆกัน

เหมือนกับมีใครบางคนกำลังกระซิบให้เขาทำแบบนั้นในหัว

.

“สวัสดี ผมคือด็อกเตอร์” ร่างที่สิบในอดีตย่นคอ มองด้วยสายตาไม่ค่อยไว้วางใจนัก ขัดกับโรสที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ที่กำลังมองด้วยความสนอกสนใจจากสัญชาติญาณที่บอกว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่

“ผมสิเดอะด็อกเตอร์” ชายชราหัวเราะแกนๆเมื่อได้ยินอย่างนั้น

“ทั้งคุณทั้งผมนั่นแหละ” ไม่พูดเปล่า มือคู่นั้นก็หยิบไขควงคลื่นเสียงขึ้นมายืนยันด้วย “ผมร่างที่สิบสอง”

โรสมีท่าทีสนอกสนใจขึ้นมาจริงๆจังๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกว้างขึ้นไปอีก สิบสองเพิ่งรู้ว่าเขาคิดถึงรอยยิ้มนั้นมากแค่ไหนก็ตอนที่เห็น

“โอเค นั่นเริ่มจะเป็นปัญหาล่ะ”

ถึงสิบจะดูหน้าโง่ก็เถอะ แต่สิบสองยอมรับว่าเขาพูดถูกในประโยคนั้น

.

“เราไม่ควรจะเจอกัน” สิบพูดพึมพำ “พาราด็อกซ์

คนฟังถอนหายใจเอือมๆกับความเด็ก เหมือนจะลืมไปว่านั่นก็ตนเอง ถึงแม้จะในอดีตก็ตาม

“แล้วนายจะได้เรียนรู้อีกมากแบม อย่า-ทำ-ตาม-กฏ-ทุก-ข้อ!

“แต่มันจะทำให้จักรวาลพัง!

สิบสองกรอกตาไปมา “พัง! พัง! พัง! พัง! แล้วไงล่ะ! ใครสน! ถ้านายปกป้องใครไว้ไม่ได้มันก็ไม่มีค่าเหมือนกันนั่นแหละ! ตาพ่อรองเท้าผ้าใบ!

สิ้นความบ้าของทั้งสองคนความเงียบก็เข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่สิบจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“…. คุณพูดเหมือนผมจะปกป้องใครไว้ไม่ได้”

ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามาที่หน้าอกในความทรงจำ ทำให้ด็อกเตอร์รู้ว่าตนเผลอทำให้ความรู้สึกของสิบที่อ่อนไหวมากๆ ไปเสียแล้ว. สิบไม่ใช่เขาที่จะทนต่อคำพูดและแรงกดดันในเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่า.

“…..ขอโทษ..”
ใครบางคนกระซิบในหัวบอกให้เขาพูดอย่างนั้น

.

“ไม่เป็นไร”

แต่ความรู้สึก มันเรียกกลับมาไม่ได้หรอก.

.

“คุณดูเครียด” โรสพูดแทรกขึ้นนุ่มๆแล้วความมือของสิบสองขึ้นมาจับเอาไว้ “ทุกอย่างจะไม่เป็นอะไร”

“ผมไม่ได้เครียด…” เขาปฎิเสธ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เต็มปากเต็มคำนัก “เพื่อนคนนี้ผมยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ…”

ไม่รู้จัก?.

ในตอนนั้นเขาเพิ่งรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง.

ตั้งแต่ที่เขาได้รับข้อความบนกระดาษไซคลิก นั่นก็ดูเหมือนจะกระตุ้นต่อมบางอย่าง เขาดูให้ความสำคัญกับมันมากเกินไปถึงขั้นเดินทางไปหามี นอกจากนั้น ในวินาทีสุดท้ายนั่น เขาเลือกที่จะปักใจเชื่อมีด้วย

ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าคนๆนั้นเป็นใคร.

เหมือนกับมีความสำคัญบางอย่าง แต่ถูกลืมไป…

.

ใช่.. ถูกลืม!

“ผมมันโง่! สมองช้า!” สิบกับโรสสะดุ้งเมื่ออยู่ๆอีกฝ่ายก็ร้องตะโกน แล้วตบหัวตัวเองไปทีหนึ่ง

.

“ทาร์ดิสของนายอยู่ที่ไหน!? ผมจำเป็นต้องใช้เธอ!

.

ใครบางคนที่กระซิบในหัวเขาตลอดเวลา

ใครบางคนที่พยายามจะแก้ปัญหาความปากเสียของเขา.

ใครบางคนที่เคยเดินทางไปกับเขา ที่เป็นคนสำคัญ ที่เป็นจุดมุ่งหมายของสี่ล้านล้านล้านปีในกล่องคำสารภาพบ้าๆนั่น

.

แต่เป็นใครบางคนที่ถูกลืมไป.

เป็นคนที่เขาปกป้องเอาไว้ไม่ได้.

.

และตอนนี้เขาก็มาแล้ว.

.

คลาร่า

.

ทั้งสามคนวิ่งมาถึงที่ทาร์ดิส สิบสองที่ถึงก่อนใช้กุญแจตัวเองไขเข้าไปอย่างเร่งรีบก่อนจะพุ่งตัวไปยังคอนโซลเวอร์ชั่นเก่าในทันที

“อา.. ” เขาส่งเสียงในลำอย่างอย่างไม่พอใจเล็กๆ “ผมไม่ได้ใช้มันมานานแล้วด้วยสิ”

สิบผู้เป็นเจ้าของเดินตามเข้ามาไปหยุดอีกด้านของคอนโซลพลางดึงหน้าจอคอมเข้ามาหาตัวเอง “คุณจะทำอะไรล่ะ?”

“ผมจะหาคน” สิบสองตอบแล้วแย่งคว้าหน้าจอกลับมา “ผมจัดการเองได้”

“เฮ้! นี่ทาร์ดิสผมนะ!” ชายหนุ่มโวยเล็กๆทันทีพอเห็นอาการอย่างนั้น

“แต่นายก็คือฉัน!

“ถ้าพวกคุณหยุดเถียงกัน ป่านนี้ก็หาเจอไปแล้วนะ!” โรสแย้งขึ้นมา และนั่นทำให้ทั้งสองคนยอมเงียบปากลงแทบจะทันที เธอมองอย่างพึงใจแล้วยืนอยู่รอบนอกเพื่อไม่ให้เกะกะพวกเขา

.

สุดท้ายสิบก็ออกมายืนข้างๆโรส ปล่อยให้สิบสองวิ่งวุ่นเป็นบ้าเป็นหลังอยู่กับคอนโซลทาร์ดิสอยู่คนเดียว

“เขามันบ้า” สิบพูดขึ้น พลางกอดอกมอง และนั่นทำให้เธอหัวเราะออกมาเล็กๆ

“คุณก็บ้า”

สิบเบ้หน้า ตั้งใจจะเถียงเล็กๆ แต่ดวงตาคู่นั้นก็ต้องเลื่อนไปจับจ้องที่ทาร์ดิสเสียก่อน เมื่อมันส่งเสียงครืกคราก ตามมาด้วยชายชราบนคอนโซลที่ร่ายยาวด้วยน้ำเสียงเหมือนพิธีกร ในตอนที่ทั้งคู่ต้องคว้าอะไรบางอย่างจับเอาไว้เมื่อทาร์ดิสออกตัวได้ไม่นุ่มนวลนัก

“พวกนายเคยรู้สึกเหมือนหลงลืมอะไรบางอย่างไหม? เหมือนจะความทรงจำตรงนั้นมันว่างเปล่า ทั้งๆที่มันควรจะมีอะไรบางอย่าง” เขาเว้นวรรคเพื่อพลักคันโยกสีแดงขึ้นไป “หรือ ควรจะมีใครสักคน! แต่ในความทรงจำช่วงนั้น แต่มันว่างเปล่า เทคโนโลยีของไทม์ลอร์ดน่ะน่าขนลุกเสมอนั่นแหละ!

“เดี๋ยวนะ คุณหมายความว่….” “ใช่! ผมถูกลบความทรงจำ แต่ตอนนี้เธอต้องการผม!

“นี่เรากำลังจะไปที่ไหนกัน?” โรสเป็นคนถามขึ้นมา เหมือนเป็นเธอคนเดียวที่สนใจเรื่องนั้นในขณะที่สิบสองยิ้มกว้าง ชี้หน้าหล่อนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“กัลลิเฟรย์”

“อะไรนะ!” เจ้าของทาร์ดิสร้องเสียงสูงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง พลางกระโดดผลุงเข้าไปเกาะคอนโซล พยายามบังคับอะไรบางอย่างให้มันเดินทางกลับไปที่โลกเหมือนอย่างเดิม

“ผมขอโทษ.”

สิบรู้สึกโกรธจัด และเขาคิดว่าน้ำเสียงนั่นไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆอย่างที่พูดหรอก

“ฉันรู้ว่านายโกรธฉันนะแบม แต่ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเธอ”

“กระทั่งหักหลังผมที่เป็นตัวคุณเองน่ะเหรอ?”

เขายิ้มออกมา รู้ดีว่าสักวันอีกฝ่ายจะเข้าใจความรู้สึกของการปกป้องคนสำคัญอย่างที่เขารู้สึก อีกไม่นานสิบก็จะเติบโตขึ้นและกลายเป็นเขา

ในสักวัน

“ผมจะทำทุกอย่างเพียงแค่ปกป้องเธอ”

.

สิบสองยังคงจำไม่ได้หรอก แต่เขารู้ว่าเขากำลังจะจำเธอได้

.

คลาร่า ออสวอลด์

.

เขาจะช่วยเธอไว้ให้ได้

[fanfic] Love (GilXenkidu)

ฟิคแก้บนอีกแล้วค่ะ…

Pairing : GilGamash X enkidu

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะว่าทำไมถึงต้องแต่งคู่นี้ดราม่าทุกอัน

……………………………………………………………………………………………………

“รัก”

น่าเสียดายที่เอนคิดูไม่เข้าใจ

.

เอนคิดูยกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกข้างซ้าย

ไม่มีหัวใจอยู่ตรงนั้น

.

ร่างสูงเดินเข้าไปหา เสียงฝีเท้าตัวสะท้อนจนกึกก้องทุกย่างก้าว

เขาหยุดลง ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆอีกคน

ดวงเนตรสีมรกตผละมาสบตา ริมฝีปากบางวาดรอยยิ้มหวานแทนคำทักทาย

“ยังคงคิดเรื่องหัวใจอยู่อีกหรือ?”

เอนคิดูพยักหน้า

“ข้าอยากมีหัวใจ” เขาเลิกคิ้ว พอนึกถึงหัวใจดวงนั้นไม่ได้มีอยู่เพื่อเขาก็เผลอพูดออกไปไม่ทันยั้งคิด

“ไม่ต้องมีหรอก”

คนตัวเล็กกว่ามองอย่างไม่เข้าใจ “ข้าจะได้รู้สิ่งที่ท่านเพียรพยายามบอกสักที”

.

กิลกาเมชจึงขยับยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าจะพูดจนกว่าเจ้าจะเบื่อฟัง”

.

“รัก”

.

เอนคิดูหัวเราะออกมาแผ่วเบา

“เช่นนั้นข้าจะฟังจนกว่าเจ้าจะเบื่อพูด”

.

“รัก”

.

แม้จะเป็นถึงตอนสุดท้าย กิลกาเมชยังคงกุมมือนั้นไว้

“รัก”

คอยพร่ำกระซิบบอกไม่ห่าง

.

ร้องให้

แล้วเอนคิดูก็ร้องให้ออกมา

เข้าใจแล้วทั้งความรัก ความอบอุ่นทั้งหมด แม้จะเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิตปลอมๆ

แต่ก็เข้าใจหมดแล้ว

รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นทั้งน้ำตา

.

“รัก”

.

ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย

สำหรับคำว่ารัก ที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมกัน

[fanfic sherlock bbc] Love : Psychopathy (morrene)

แก้บนอีกแล้วค่ะ….
Pairing : Jim Moriaty X Irene Adler

……………………………………………………………………………………………………………

เธอเดินกระแทกเท้าเข้ามาในห้อง เปิดประตูโดยที่ไม่เคาะ ระหว่างที่เสียงดังก้องของส้นสูงหยุดลงทันทีที่เจอพรม

นั่นทำให้เขารู้สึกชอบพรมเปอร์เชียขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

.

จิมชวนให้เธอนั่งโดยที่เขายังคงไม่ลุกจากตำแหน่งด้านหลังโต๊ะทำงานตัวโต ส่วนระบบไฮโดรลิกก็ทำหน้าที่ปิดประตูของมันเหมือนอย่างเคย

ไอรีนนั่งลงบนเก้าอี้ ประจันหน้ากับเขาโดยที่มีโต๊ะบ้าๆกั้นระหว่างกัน

.
ดวงตาเรียวกวาดมองรอบๆห้อง มองไปยังแจกัน รูปภาพด้านหลัง แล้วอ่านชื่อแฟ้มเอกสารตรงด้านหลังอย่างลวกๆ ทั้งหมดนั่นไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ยกเว้นก็แต่เรื่องที่มันดูธรรมดาเกินไปขัดกับเจ้าของห้อง หล่อนหยุดสายตาที่ป้ายชื่อ แสดงท่าทีประหลาดใจเล็กๆขึ้นมาอย่างไม่คิดจะปกปิด แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา

ยอมรับเลยว่า คำว่า จิม มอริอาตี้ กับ มหาวิทยาลัย ยังคงฟังดูขัดแย้งกันในหัวของเธอหน่อยๆ
เกิดคำถามขึ้นในหัวอย่างช่วยไม่ได้
.

เขาเป็นศาสตราจารย์โดยผ่านการประเมินทางจิตมาได้ยังไง?

แน่นอนมันค่อนข้างเหลือเชื่อเลยที่นักจิตวิทยาระดับต้นๆของประเทศจะดูไม่ออก

.

“คุณกำลังประเมินผมอยู่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ส่วนไอรีนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขยับตัวเล็กๆให้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เริ่มใจเย็นลงนิดหน่อยจากที่หัวเสียในตอนแรก

“คุณผ่านการประเมินทางจิตจริงๆน่ะเหรอ? Psychopath อย่างคุณเนี่ยนะ?”
เขาแสดงท่าทีไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก

“บอกเรื่องเจ้าหนูโฮล์มส์มาก่อน แล้วผมจะบอกคุณ”
.

ไอรีนเม้มปาก ตัดสินใจระหว่างบอกทุกอย่างไปตามตรงและดัดแปลงข้อมูลนิดๆน้อยๆเพื่อตัวเธอเอง แต่พอคิดดูอีกทีการเล่นกับมอริอาตี้คงจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาด เขาไม่ใช่พวกใจอ่อนและเลาะแหละเหมือนโฮล์มส์ ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่น่ากลัว

“เขาได้ข้อมูลไปแล้ว ไหนคุณบอกว่าไม่มีวัน?”

“จอห์น วัตสัน เป็นตัวแปลที่คาดเดาได้ยาก..” และเธอก็เพิ่งสังเกตว่าเขามีท่าทีที่นิ่งขรึมกว่าทุกครั้ง ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่พูดด้วยทำนองขึ้นๆลงๆอย่างปกติด้วย

บทบาทศาสตราจารย์แบบนั้นมันทำให้เขาดูน่าขนลุกไปอีกแบบ

แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก
.
เธอกอดอก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง

.

“หรือแค่อยากให้ฉันเดินตามเกม?”

.

มอริอาตี้เลี่ยงไม่ตอบโดยการยกชาขึ้นจิบระหว่างที่ขยับหมากรุกซึ่งตั้งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ บังคับควีนของฝั่งสีขาว เขี่ยเบี้ยฝั่งสีดำออกจากกระดาน

พอรู้ว่าจะไม่ได้คำตอบไอรีนก็ถอนหายใจ
.

“บอกฉันสิ เรื่องที่คุณผ่านประเมินทางจิตน่ะ มันน่าสนใจจริงๆนะ?”

.

“สิ่งหนึ่งที่มองจากคนละด้านก็จะได้มุมมองที่ต่างกัน ผมก็แค่หมุนมันนิดหน่อย ให้คณะกรรมการเห็นสิ่งที่ผมต้องการให้เห็น”

เธอเลิกคิ้วประหลาดใจ

“แล้วสิ่งไหนที่คุณอยากให้เขาเห็น”

.

เขายิ้ม ไอรีนเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงมันก็ตอนนี้

.

“รู้ไหมว่าคนโรคจิตกับคนมีความรักเหมือนกันตรงไหน?” มอริอาตี้เปลี่ยนคำถาม ท่าทางกึ่งๆจริงจังทำให้เธอรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 19 ที่กำลังฟังอาจารย์บรรยาย โดยท่าเฉพาะท่าทางที่วางแขนทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ประสานมือเข้าหากัน โน้มตัวลงมาเล็กๆแบบนั้น มันให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามออกมา

“มันเป็นอาการทางจิตเหมือนกัน ทั้งสองอย่างเกิดจากสารเคมีในสมอง และคำว่า Psycho มีรากศัพท์มาจาก Psyche ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อความรักตามตำนานกรีก”

เธอเริ่มเข้าใจ

“งั้นสิ่งที่คุณทำก็แค่เป็นความโรคจิตของตัวเองให้กลายเป็นคนที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนงั้นเหรอ?”

ชายหนุ่มไม่ตอบ โคลงแก้วชาในมือแล้วมองมันเหมือนถูกสะกดจิต

.

“การแกล้งรักใครสักคนเป็นเรื่องที่ง่าย” ไอรีนให้ความเห็น ดวงตาคู่สวยมองเขา “การรักใครสักคนมันเป็นเรื่องที่ยากกว่า”

จิมแค่นเสียงเบาๆออกมาทีหนึ่ง

“คนที่มีความรักคือคนบ้า” น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นการวิจารย์มากกว่าการออกความเห็น

คนฟังโคลงหัว ฉายเเววเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยในดวงตาชั่ววูบแล้วก็กลับมาเรียบเฉย แล้วนั่งเงียบ
เหมือนต่างคนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด
.
มีเวลา
.
แต่ไม่มีความกล้า

.

“นายน่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณกรรมแทนจะเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์นะ” เธอพูดขึ้นในที่สุด บรรยากาศเงียบเชียบน่ะชอบนะ แต่จิมก็ยังทำให้มันกลายเป็นเยือกเย็นได้อย่างทุกที และนั่นเป็นสิ่งที่เธอเกลียด
.

“ปรัชญาและวรรณกรรมงั้นเหรอ? น่าเบื่อจะตาย” จิมพูด ตีสีหน้าปุเลี่ยนๆ

“คณิตศาสตร์ก็พอๆกันแหละน่า”

“อย่างน้อยๆมันก็ชัดเจนกว่า ขอบเขตของคำตอบมันชัดเจนกว่า”

เธอถอนหายใจ

แต่ที่เขาพูดมาก็ถูก และแต่ละคนก็มีสิ่งที่สนใจแตกต่างกันไป

.
เป็นอีกครั้งที่ทั่วทั้งห้องเงียบ
ไอรีนมองเขา แล้วก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง พอคิดว่าจะไม่ได้ข้อมูลหรืออะไรที่น่าสนใจจากตรงนี้อีกก็ควรจะไป
เธอรวบกระเป๋าถือเอาไว้ด้วยมือเดียว แล้วลุกขึ้นโดยที่ไม่ได้พูดบอกลา
.

จิมใช้เวลาเพียงชั่ววินาทีเพื่อคิดที่จะเรียกเธอเอาไว้

“เฮ้”
ไอรีนหยุดมอง แล้วจ้องตอบโดยที่ไม่พูดอะไร

.

ชายหนุ่มขยับยิ้มกว้าง

.

“ผมกำลังเป็นบ้า”

………………………………………………………………………………

จะมีใครเข้าใจบ้างว่าจิมกำลังสื่ออะไร 555

.

“อย่างที่ผมบอก คนที่มีความรักคือคนบ้า”

“ผมกำลังเป็นบ้า”

.

โครตอ้อม

[fanfic] Kiss (gil X enkidu)

เหตุเกิดจากวันจูบค่ะ เลยอยากลองแต่งฉากจูบดู U.U

โครตลั่นอีกแล้ว

pairing : Gilgmash X enkidu

……………………………………………………………………………………………………………………….

ผมไม่ต้องการสิ่งใดในโลกนอกจากเธอ

                                                           william shakespeare

ใช่ว่ากิลกาเมชไม่เคยพ่ายแพ้

เขาพ่ายแพ้ต่อรอยยิ้มหวานนั่นนับครั้งไม่ถ้วน

ตกหลุมรักอย่างไม่จบสิ้นทุกครั้งที่เห็น

เหมือนคนโง่ และงี่เง่า

แต่เขาก็ยินดีเพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มนั้น

.

เอนคิดูนั่งอยู่ใต้เงาไม้ ในมือถือหนังสือที่ละสายตาออกมาสนใจกับคนตัวโตที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า สบตากับดวงตาสีส้มทองเหมือนพระอาทิตย์ยามเย็นอย่างที่ตนชอบ

คนตัวเล็กขยับยิ้ม ดวงตาสีมรกตฉายแววเป็นประกายน่าหลงไหลอย่างเช่นทุกครั้ง

แต่กิลกาเมชคิดว่ามันดูน่าหลงไหลมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้จุดสิ้นสุดทุกครั้งที่เขามอง

นั่งลงสิ” ร่างเพรียวพูด พร้อมกับวางหนังสือลงข้างกาย กิลกาเมชจึงทิ้งตัวลงฉวยโอกาศเอนตัวนอนลงบนตัก พอไม่ทันเอนคิดูจะได้โวยวายเล็กๆก็แทรกขึ้นมาก่อน

ขอข้านอนพักก่อนสิ” ไม่วายโอบรอบเอวไว้ต่างหมอนอีกด้วยพร้อมซุกหน้าลงกับหน้าท้องเบนราบอย่างฉายโอกาสเมื่อได้ที

.

เอนคิดูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อพอรู้ว่าพูดไปก็คงไม่ได้เข้าหู ยังไงกิลกาเมชก็คงหาทางได้อยู่ดี

เลยปล่อยเลยตามเลย

ลูบเรือนผมสีทองไปมาอย่างเบามือ

กิลกาเมชลืมตา เงยหน้าขึ้นมามอง

เอื้อมมือขึ้นมาเกี่ยวผมสีมะกอกทัดหูให้

ไหนบอกจะนอนพัก” คนตัวเล็กพูดยิ้มๆ

นานๆทีข้าจะได้อยู่กับเจ้าแบบนี้” กิลกาเมชตอบหน้าตาย ในขณะที่คนฟังเริ่มมีใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ ตอบกลับโดยพยายามพูดเสียงนิ่งที่สุด

คิดบ้างหรือเปล่าก่อนจะพูดอะไรออกมา?”

คนตัวโตหัวเราะในลำคอ

เอนคิดูใบหน้าร้อนผ่าว แก้เขินโดยการเงยหน้าขึ้นหนีสายตา จับรวบผมแล้วปัดข้ามไหล่ไปข้างหนึ่ง

เจ้าจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

.

คราวนี้เอนคิดูยอมก้มหน้าลงมาสบตาด้วย

.

ข้าต่างหากควรถามท่าน. ท่านจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

กิลกาเมชขยับยิ้ม คราวนี้ฝ่ายที่พ่ายแพ้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเอนคิดูเสียแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฝ่ามือกว้างประคองข้างแก้มเขาเอาไว้

เราจะอยู่ด้วยกัน ตลอดไป”

เขาเลื่อนมือเข้าไปโน้มคออีกคนให้ก้มลงมาหา

ให้ประทับจูบหวานลงที่ริมฝีปาก แล้วเป็นฝ่ายช่วงชิงเสียเอง

จูบที่แผ่วเบา แต่ทว่าวาบวาม

ตีตราเป็นเจ้าของ

แทนคำบอกให้รู้ว่า รัก โดยที่ไม่ต้องเปล่งเสียง และบอกให้รู้ว่าหัวใจถูกช่วงชิงไปแล้วโดยฝีมือของอีกคน

.

พวกเขาผละออก แต่ใบหน้ายังคงห่างกันไม่ถึงคืบ

รู้สึกถึงลมหายใจโดยสายตาประสานกัน

ท่านเคยถามว่าข้าต้องการสิ่งใดมากที่สุด” เอนคิดูพูดขึ้นก่อน “ข้าไม่ตอบเมื่อคราวที่แล้ว”

เจ้าต้องการสิ่งใด?”

อยู่กับท่าน” คนตัวเล็กตอบพร้อมรอยยิ้มหวานตรึงตา “ได้ใช่ไหม?”

รู้อะไรไหม?” กิลกาเมชถามกลับ ลูบเรือนผมสีมะกอกอย่างหลงไหล

.

นั่นเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ข้าต้องการพอดี”

[fanfiic] First met (chibigil X enkidu)

*Rewrite แล้ว*
ฟิคโครตวูบ เป็นจักรวาล Fate go ค่ะ

pairing : chibiGilgamash X enkidu

……………………………………

เสียงฝีเท้าดังก้องตามบันไดวนที่ทอดยาวลงไป.

กิลกาเมชรู้ดีถึงข้อห้ามที่ถูกย้ำนักย้ำหนา.ว่าห้องใต้ดินเป็นสถานที่ต้องห้ามเหนือสิ่งใด..

แต่ความอยากรู้อยากเห็นกำลังฉุดรั้งตัวเขาลงไป

ดำดิ่งลงไป.

.

ราวกับเวทมนต์

.

ประตูบานใหญ่ปรากฏสู่สายตาเมื่อลงมาถึงบันไดขึ้นสุดท้าย. แสงคบเพลิงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทำให้ทั้งห้องสว่างไสว และเป็นประกายวูบไหวอยู่ในดวงตาสีเพลิงเฉกเช่นเดียวกันของเด็กชาย. ในตอนที่เขากำลังก้าวเดินเข้าไปหาประตูบานนั้นเรื่อยๆ. หยุดลงต่อเมื่อปลายนิ้วสัมผัสลงกับมัน ลากไปตามร่องรอยการแกะสลักประณีตเหล่านั้นอย่างเชื่องช้า

กิลกาเมชรู้ดีว่ายังไม่สายเกินไปที่จะหันหลังกลับ แล้วแสร้งว่าเรื่องทั้งหมดนี่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย.

.

พอคิดได้อย่างนั้นหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นแรงขึ้นไปอีก

.

ก่อนที่เขาจะหลับตาลง แล้วผลักประตูบ้านนั้นช้าๆ. ระหว่างที่สัญญากับตนเองว่าไม่เสียใจในสิ่งที่ตนเองทำลงไป.

.

รอบห้องเต็มไปด้วยข้างของระเกะระกะ แต่สายตาของกิลกาเมชหยุดลงที่ร่างซึ่งนอนอยู่บนแท่นตรงกลางห้องก่อนที่จะได้สำรวจอะไรให้ชัดเจน.

สายตาของเขาหยุดลงแค่นั้น และไม่สามารถจะเปลี่ยนไปที่ไหนได้อีก.

.

หล่อน ให้ความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด. ให้ความรู้สึกอย่างอบอุ่นและโอบอ้อมอารีย์ เหนือไปยิ่งกว่านั้นคือความซื่อสัตย์ที่เขาสามารถรับรู้ได้ทั้งหมดผ่านความรู้สึก.

ราวกับจิตใจของเขาเป็นของเธอ.

ความคิดของเขาเป็นของเธอ

แต่เขายังคงเป็นตัวของเขาเอง

.

กิลกาเมชไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเลย. มันเป็นเวทมนต์ประหลาดที่ไม่เคยพบเจอ.

แต่เขารับรู้ว่านี่เป็นเรื่องดีๆ.

.

สองขาค่อยๆเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ หยุดลงข้างๆแท่นนอนแล้วก้มลงมองร่างที่นอนอยู่อย่างพิจารณา

เธอเหมือนกำลังจมลงไปสู่ห้วงนิทรา. หลับฝันถึงสิ่งดีๆที่ไม่มีวันสิ้นสุดในโลกมารยา

ดวงตาคู่นั้นจ้องมองก่อนเห็นได้ชัดถึงความไม่สมบูรณ์แบบที่ซ่อนเอาไว้ภายใต้ความสมบูรณ์แบบทุกระเบียบนิ้วเหล่านั้น.

.

เธอไม่ใช่มนุษย์.

.

เขายกมือขึ้นมาประคอง นิ้วมือ. ฝ่ามือ ความละเอียดทุกอย่างดูประณีตยิ่งกว่ารูปแกะสลัก. เป็นผลงานรังสรรค์ของพระเจ้าโดยแท้จริง.

แต่เพียงแค่กระพริบตา.

ชั่ววินาทีที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง.

.

ทุกสิ่งเมื่อครู่หายวับไปทันใด.

ทุกสัมผัส ทุกความรู้สึก.

มีความอบอุ่นของแสงแดด และกลิ่นหอมๆของดอกไม้ใบหญ้าเข้ามาแทนที่

.

หล่อนยืนอยู่ตรงหน้าเขาท่ามกลางทุ่งดอกแดฟโฟดิลที่บานสะพรั่ง มันตัดกับเรือนผมสีมรกตซึ่งยาวถึงข้อเท้าอย่างเข้ากันดี ราวกับภาพวาดของจิตรกรชั้นเอก.

.

“เจ้าเป็นใครงั้นหรือ?” เธอถามเขาเสียงนุ่ม ด้วยท่าทีประหลาดใจเล็กๆระคนกับเอ็นดูในรอยยิ้มหวาน

“กิลกาเมช” เด็กชายตอบ “อนาคตราชันย์”

ร่างเพรียวเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบอย่างนั้น

“มันออกจะเร็วไปไม่ใช่หรือที่เราจะพบกัน?”

“เร็วไป?” กิลกาเมชร้องทวนคำ “วันหนึ่งเราจะพบกันเช่นนั้นหรือ?”

.

รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่เจ้าตัวเดินเข้ามาใกล้ และย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากัน
.

“ใช่. เร็วไป”

“อนาคตไม่แน่นอน ท่านอาจารย์สอน”

มือเรียวเอื้อมมือมาสัมผัสที่ข้างแก้ม อ่อนโยน แผ่วเบา โอบอุ้มทุกความรู้สึกเอาไว้. เอ่ยตอบด้วยถ้อยคำที่ไม่ต่างจากสัญญา

“เราจะเจอกันแน่นอน”

.

“ทำไมท่านถึงมั่นใจ?”

กิลกาเมชละสายตาจากดวงตาคู่นั้นไม่ได้. มันเป็นประกายไม่ต่างจากดวงดาว และส่องสว่างให้ใจเขา.

“เพราะข้าเป็นของท่าน หนุ่มน้อย”

เสียงหวานกลั้วหัวเราะแผ่วเบา

“เอนคิดูเป็นของท่านมาตั้งแต่แรกสร้าง”

.

กิลกาเมชเอื้อมไปกอบกุมมือเรียวเอาไว้ ให้สัตย์สาบานกับตนเองอย่างเงียบเชียบในจิตใจ.

.

จงเป็นราชันย์ที่ยิ่งใหญ่ ให้สมควรกับที่มีเอนคิดู

[fanfic star trek] 100 roses (spirk)

… คู่นี้มันกร๊าวใจจริงๆค่ะ…ทำให้สงสารหมอได้ตลอด ในฐานะคนโดนเมินแบบไม่ใยดี 5555555

pairing : spock X Kirk

……………………………………………………………………………………………..

เจมส์ เคิร์ก จะตื่นมาทุกเช้าพร้อมกับดอกกุหลาบที่ถูกตั้งเอาไว้หน้าห้องกัปตัน
บางวันเป็นกุหลาบแดง บางวันเป็นกุหลาบขาว
เขาเคยถามฝ่ายวิจัยว่ามีใครขอดอกกุหลาบไปจากสวนพฤกษศาสตร์บ้างหรือเปล่า แต่ทุกคนบอกว่าเปล่า ต้นไม้ทุกต้นและดอกไม้ทุกดอกยังคงอยู่ดี
.
แล้วเป็นฝีมือของใคร?
.
“มันไม่น่าแปลกเหรอโบนส์? ใครจะกุหลาบมาตั้งไว้ให้ฉันทุกๆเช้ากัน?” กัปตันบ่นในตอนที่เขานั่งอยู่บนเตียงพยาบาล ปล่อยให้นายแพทย์ใหญ่ประจำยานอย่างคุณหมอแมคคอยตรวจร่างกายตามตาราง เพราะโดดหนีมาสองรอบติดกันแล้ว และเขารู้ว่าต่อให้ไม่ชอบแค่ไหน แต่การโดดครั้งที่สามติดกันอาจมีการฆาตกรรมโดยฝีมือของหมอเองนั่นแหละ
จิมยังมีภาระหน้าที่เยอะเกินกว่าจะกลายเป็นศพในตอนนี้
“อาจเป็นแฟนคลับนายสักคนไงพ่อคนดัง” นายแพทย์ตอบอย่างไม่ค่อยสนใจนักระหว่างละมือมาก้มหน้าก้มตากด PADD พิมพ์รายงานผลการตรวจสุขภาพ ส่วนกัปตันพอได้ยินอย่างนั้นก็กรอกตาไปมา
“แต่ตั้งสามเดือน ใครจะไปมีความอดทนขนาดนั้น?”
แมคคอยเงยหน้าขึ้นมาหาเพื่อนสนิท
“เยอะแยะ ขนาดพยาบาลมีอายังเป็นคนมีความอดทนอยู่กับฉันได้เป็นปี หรืออูฮูร่า หรือสป็อค พวกเขามีความอดทนกันทั้งนั้น ฉันว่าประเด็นสำคัญคือใครอยากให้ดอกไม้นายมากกว่า”จิมขมวดคิ้วมุ่น “แล้วนายคิดว่าใคร?”
“ที่แน่ๆฉันไม่พิศวาสแกถึงขั้นตามให้ดอกไม้ทุกเช้าแล้วกันว่ะ”
พอได้ยินอย่างนั้นคนเป็นกัปตันก็ขยับยิ้ม “นายก็น่าสงสัยนะ”
“หมดธุระก็ออกไปได้แล้วไป! เชคอฟ นายเป็นคิวต่อไป!”
จิมยังคงไม่วายส่งยิ้มยิ้มล้อเลียนทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินออกไป
.
หมดอัลฟ่าชิบแล้วจิมเลยตรงไปที่ห้องพัก เขาเดินเข้าไปในห้องโดยที่เหลือบมองครอบแก้วโดยที่ภายในมีกุหลาบของทุกๆวันใส่รวมๆเอาไว้ในแจกันจนกลายเป็นช่อโต
ครอบแก้วช่วยเก็บรักษาให้ทุกดอกยังคงดูสดไม่ต่างจากบนต้น
เขาใส่ของวันนี้เข้าไปด้วย
รวมทั้งหมดเป็น 92 ดอกพอดี
บางทีนะ… บางที พวกมันอาจมีความหมายอะไรบางอย่างเพียงแต่เขาไม่รู้ก็ได้? และตัวเขาเองก็ไม่รู้ความหมายของดอกไม้ด้วย
จิมหยิบ PADD ของตนเองขึ้นมาพิมพ์ จัดการค้นหาข้อมูลความหมายของดอกไม้
กุหลาบแดงหมายถึงฉันรักเธอ ส่วนกุหลาบเขาหมายถึงความรักที่บริสุทธิ์
แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะค้นหาอะไรอีก เลยทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
.
วันรุ่งขึ้น มื้อเช้า

.
จิมเจอกับแมคคอยที่ส่วนห้องอาหาร เขาเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆโดยที่ไม่ได้สนใจจะขออนุญาตแต่อย่างใด ฝ่ายแมคคอยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วย
“เฮ้ โบนส์” จิมทัก ส่วนคุณหมอพยักหน้าหงึกหงักแล้วกลืนขนมปังลงคอ ก่อนทักตอบตามมารยาท
“ว่าไงจิม”
“ฉันรู้ว่านายมันเสือผู้หญิง” แมคคอยไม่ค่อยมั่นใจนักว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรจะภูมิใจหรือเปล่า
“แล้วไง?”
“บอกฉันทีสิว่าดอกกุหลาบ 93 ดอกนี่มันหมายความว่ายังไง?”
ชายหนุ่มหยุดคิดไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะโปรยรอยยิ้มเสน่ห์แดนใต้ที่ภูมิใจหนักหนาเป็นนัยยะ
“นายต้องรู้เอง”
จิมตีหน้ามุ่ยอย่างเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาทันที “นายก็บอกฉันสิ!”
แต่คนเจนโลกก็ยังคงเอาแต่ยิ้ม ลุกขึ้นยืนพร้อมกับตบบ่าเพื่อนสนิทพูดให้คิดก่อนหนีหายไปเฝ้าห้องพยาบาลตามหน้าที่
.
“เฮ้ ฟังนะ เชื่อฉันเถอะว่านายควรจะฟังจากคนที่ให้กุหลาบกับนายเองมากกว่า อีกไม่กี่วันหรอก เมื่อกี้นายบอกว่า 93 ใช่ไหม? ก็แค่อีกหกวัน หรืออาจเจ็ดวัน แค่นั้นเอง”
.
จิมก้มหน้าลง รัวนิ้วเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะคว้าขนมปังกับแล้วตัดสินใจทิ้งซุป เพื่อเดินไปทำงานที่ห้องควบคุม

หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคำพูดนั้นเล่นงานหนักขนาดไหน

.

เขาเผลอรอคอยอย่างใจจดใจจ่อโดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้ว
.
กุหลาบดอกที่ 100 วันที่เจ็ดหลังจากที่เขาจับเวลานับถอยหลังในใจตั้งแต่หลังจากที่คุยกับโบนส์ไปวันนั้น

กัปตันตื่นเช้าด้วยท่าทีสดใสกว่าปกติ

เพราะเมื่อวานไม่มีอะไรพิเศษ ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันต้องเป็นวันนี้

.

เขาลุ้นระหว่างที่ประตูเปิดออก แวบเเรกก็แอบเสียดายเมื่อเห็นเป็นกุหลาบอยู่อย่างเดิม แต่พอหยิบขึ้นมาจึงเห็นว่ามีกระดาษโน้ตเล็กๆคล้องเอาไว้ด้วย
.
กุหลาบ 100 ดอก, ผมอุทิศชีวิตนี้เพื่อคุณ
.
ถึงโน้ตจะไม่ได้ลงชื่อ แต่ตอนเขาก็รู้แล้วว่าฝีมือใคร มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาจำลายมือได้ดี
เขาจึงตัดสินใจจะเก็บมันลงไว้ในกระเป๋าพกติดตัว แล้วเขากะอัลฟ่าชิบโดยที่ทำดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงตอนแรกจะใบหน้าร้อนผ่าว แต่ก็เก็บอาการเอาไว้ได้อย่างแนบเนียบ
.
สป็อคยังคงมาทำงานเหมือนทุกวัน เฝ้าอยู่ที่สถานีเยื้องไปทางด้านขวาหลังเขา
สป็อคเป็นวัลแคน และทำงานควบสองกะโดยอ้างว่าวัลแคนพักผ่อนน้อยกว่ามนุษย์
ตอนแรกจิมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่พออีกฝ่ายยืนยันเขาจึงยอมแพ้ เพราะวัลแคนก็หัวดื้อพอๆกันนั่นแหละ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ฝืน วันไหนจะพักก็ขอให้แลกเวรกับเขาก็ได้
.

“กัปตันดูอารมณ์ดีนะครับ” ซูลูทัก จิมยิ้มหวาน แต่ไม่ยอมตอบอะไร

.
เขาเดินเข้าห้องพยาบาลเพื่อไปหาแมคคอยเหมือนตามปกติเมื่อหมดอัลฟ่าชิบ
“ว่าไง” แมคคอยทักอย่างอารมณ์ดี พอเห็นได้ชัดว่าวันนี้ไม่ได้ปะทะฝีปากกับใครมาให้อารมณ์เสียเล่นๆ “รู้แล้วหรือยังล่ะว่าใครแฟนคลับนาย?”
“รู้แล้ว” จิมตอบ ส่วนแมคคอยโคลงหัว
“ให้ฉันเดานะ… สป็อค”
ชายหนุ่มตาโตขึ้นมาทันที ร้องถามกลับอย่างประหลาดปนตกใจ “นายรู้ได้ไง!?”

หมอผีหรือไงน่ะ?
“เพราะถ้าเป็นผู้หญิงนายจะไม่มาหาฉันที่ห้องพยาบาลหรอก ไอ้เสือร้าย แถมที่สำคัญ ฉันเคยเห็นบางครั้งว่าไอ้หนูผีหูแหลมนั่นมันชอบแอบมองแก”
“แล้วฉันควรทำไง?”

หมอแมคคอยพอได้ยินคำถามนั้นก็ถอนหายใจเอือมๆแล้วเดินหนี
“ไม่รู้โว้ย! เรื่องของตัวเองก็เคลียร์กันเองสิวะ! ฉันเป็นหมอ ไม่ใช่นักบำบัดจิต!”
รู้สึกผิดชะมัดที่ตามใจจนจิมไม่รู้จักโต….ให้ตายสิ
.
จิมเดินเล่นไปมา หาที่นั่งเล่นจนกว่าจะหมดอีกกะ
พอได้เวลาก็ลุกขึ้นเดินไปหน้าห้องของรองกัปตันในทันที สป็อคเพิ่งมาถึงหลังเขาไม่นาน มองด้วยความประหลาดใจเล็กๆ
“นี่ฝีมือนายใช่ไหม?” จิมหยิบโน้ตอันเล็กขึ้นมาส่งให้ วัลแคนมองโน้ตอันนั้นแหละกัปตันของเขาสลับกันไปมา
“ครับ”
“ดอกไม้นั่นก็ไอเดียนาย?”
“…ครับ..”
“ฉันคิดว่ามันจะไม่สมเหตุสมผลซะอีก”
สป็อคเงียบ ในขณะที่จิมกอดอกรอฟังคำตอบ
.
“มันสมเหตุสมผลครับ” เขาพูดขึ้นในที่สุดด้วยท่าทีกังวลใจเล็กๆ “มันสมเหตุสมผลที่คุณสมควรจะรู้ครับ..”
.
“สิ่งที่อยู่ในโน้ตเป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกคุณครับจิม”
จิมขยับยิ้มซุกซน
“นายควรจะบอบฉันตรงๆนะรู้ไหม?”
พอพูดอย่างนั้นสป็อคก็เลยสบตาด้วยท่าทีจริงจัง
.
.
“ผมรักคุณ”