[fanfic] Kiss (gil X enkidu)

เหตุเกิดจากวันจูบค่ะ เลยอยากลองแต่งฉากจูบดู U.U

โครตลั่นอีกแล้ว

pairing : Gilgmash X enkidu

……………………………………………………………………………………………………………………….

ผมไม่ต้องการสิ่งใดในโลกนอกจากเธอ

                                                           william shakespeare

ใช่ว่ากิลกาเมชไม่เคยพ่ายแพ้

เขาพ่ายแพ้ต่อรอยยิ้มหวานนั่นนับครั้งไม่ถ้วน

ตกหลุมรักอย่างไม่จบสิ้นทุกครั้งที่เห็น

เหมือนคนโง่ และงี่เง่า

แต่เขาก็ยินดีเพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มนั้น

.

เอนคิดูนั่งอยู่ใต้เงาไม้ ในมือถือหนังสือที่ละสายตาออกมาสนใจกับคนตัวโตที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า สบตากับดวงตาสีส้มทองเหมือนพระอาทิตย์ยามเย็นอย่างที่ตนชอบ

คนตัวเล็กขยับยิ้ม ดวงตาสีมรกตฉายแววเป็นประกายน่าหลงไหลอย่างเช่นทุกครั้ง

แต่กิลกาเมชคิดว่ามันดูน่าหลงไหลมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้จุดสิ้นสุดทุกครั้งที่เขามอง

นั่งลงสิ” ร่างเพรียวพูด พร้อมกับวางหนังสือลงข้างกาย กิลกาเมชจึงทิ้งตัวลงฉวยโอกาศเอนตัวนอนลงบนตัก พอไม่ทันเอนคิดูจะได้โวยวายเล็กๆก็แทรกขึ้นมาก่อน

ขอข้านอนพักก่อนสิ” ไม่วายโอบรอบเอวไว้ต่างหมอนอีกด้วยพร้อมซุกหน้าลงกับหน้าท้องเบนราบอย่างฉายโอกาสเมื่อได้ที

.

เอนคิดูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อพอรู้ว่าพูดไปก็คงไม่ได้เข้าหู ยังไงกิลกาเมชก็คงหาทางได้อยู่ดี

เลยปล่อยเลยตามเลย

ลูบเรือนผมสีทองไปมาอย่างเบามือ

กิลกาเมชลืมตา เงยหน้าขึ้นมามอง

เอื้อมมือขึ้นมาเกี่ยวผมสีมะกอกทัดหูให้

ไหนบอกจะนอนพัก” คนตัวเล็กพูดยิ้มๆ

นานๆทีข้าจะได้อยู่กับเจ้าแบบนี้” กิลกาเมชตอบหน้าตาย ในขณะที่คนฟังเริ่มมีใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ ตอบกลับโดยพยายามพูดเสียงนิ่งที่สุด

คิดบ้างหรือเปล่าก่อนจะพูดอะไรออกมา?”

คนตัวโตหัวเราะในลำคอ

เอนคิดูใบหน้าร้อนผ่าว แก้เขินโดยการเงยหน้าขึ้นหนีสายตา จับรวบผมแล้วปัดข้ามไหล่ไปข้างหนึ่ง

เจ้าจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

.

คราวนี้เอนคิดูยอมก้มหน้าลงมาสบตาด้วย

.

ข้าต่างหากควรถามท่าน. ท่านจะยังคงอยู่กับข้าใช่ไหม?”

กิลกาเมชขยับยิ้ม คราวนี้ฝ่ายที่พ่ายแพ้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเอนคิดูเสียแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฝ่ามือกว้างประคองข้างแก้มเขาเอาไว้

เราจะอยู่ด้วยกัน ตลอดไป”

เขาเลื่อนมือเข้าไปโน้มคออีกคนให้ก้มลงมาหา

ให้ประทับจูบหวานลงที่ริมฝีปาก แล้วเป็นฝ่ายช่วงชิงเสียเอง

จูบที่แผ่วเบา แต่ทว่าวาบวาม

ตีตราเป็นเจ้าของ

แทนคำบอกให้รู้ว่า รัก โดยที่ไม่ต้องเปล่งเสียง และบอกให้รู้ว่าหัวใจถูกช่วงชิงไปแล้วโดยฝีมือของอีกคน

.

พวกเขาผละออก แต่ใบหน้ายังคงห่างกันไม่ถึงคืบ

รู้สึกถึงลมหายใจโดยสายตาประสานกัน

ท่านเคยถามว่าข้าต้องการสิ่งใดมากที่สุด” เอนคิดูพูดขึ้นก่อน “ข้าไม่ตอบเมื่อคราวที่แล้ว”

เจ้าต้องการสิ่งใด?”

อยู่กับท่าน” คนตัวเล็กตอบพร้อมรอยยิ้มหวานตรึงตา “ได้ใช่ไหม?”

รู้อะไรไหม?” กิลกาเมชถามกลับ ลูบเรือนผมสีมะกอกอย่างหลงไหล

.

นั่นเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ข้าต้องการพอดี”

Advertisements

[fanfiic] First met (chibigil X enkidu)

*Rewrite แล้ว*
ฟิคโครตวูบ เป็นจักรวาล Fate go ค่ะ

pairing : chibiGilgamash X enkidu

……………………………………

เสียงฝีเท้าดังก้องตามบันไดวนที่ทอดยาวลงไป.

กิลกาเมชรู้ดีถึงข้อห้ามที่ถูกย้ำนักย้ำหนา.ว่าห้องใต้ดินเป็นสถานที่ต้องห้ามเหนือสิ่งใด..

แต่ความอยากรู้อยากเห็นกำลังฉุดรั้งตัวเขาลงไป

ดำดิ่งลงไป.

.

ราวกับเวทมนต์

.

ประตูบานใหญ่ปรากฏสู่สายตาเมื่อลงมาถึงบันไดขึ้นสุดท้าย. แสงคบเพลิงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทำให้ทั้งห้องสว่างไสว และเป็นประกายวูบไหวอยู่ในดวงตาสีเพลิงเฉกเช่นเดียวกันของเด็กชาย. ในตอนที่เขากำลังก้าวเดินเข้าไปหาประตูบานนั้นเรื่อยๆ. หยุดลงต่อเมื่อปลายนิ้วสัมผัสลงกับมัน ลากไปตามร่องรอยการแกะสลักประณีตเหล่านั้นอย่างเชื่องช้า

กิลกาเมชรู้ดีว่ายังไม่สายเกินไปที่จะหันหลังกลับ แล้วแสร้งว่าเรื่องทั้งหมดนี่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย.

.

พอคิดได้อย่างนั้นหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นแรงขึ้นไปอีก

.

ก่อนที่เขาจะหลับตาลง แล้วผลักประตูบ้านนั้นช้าๆ. ระหว่างที่สัญญากับตนเองว่าไม่เสียใจในสิ่งที่ตนเองทำลงไป.

.

รอบห้องเต็มไปด้วยข้างของระเกะระกะ แต่สายตาของกิลกาเมชหยุดลงที่ร่างซึ่งนอนอยู่บนแท่นตรงกลางห้องก่อนที่จะได้สำรวจอะไรให้ชัดเจน.

สายตาของเขาหยุดลงแค่นั้น และไม่สามารถจะเปลี่ยนไปที่ไหนได้อีก.

.

หล่อน ให้ความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด. ให้ความรู้สึกอย่างอบอุ่นและโอบอ้อมอารีย์ เหนือไปยิ่งกว่านั้นคือความซื่อสัตย์ที่เขาสามารถรับรู้ได้ทั้งหมดผ่านความรู้สึก.

ราวกับจิตใจของเขาเป็นของเธอ.

ความคิดของเขาเป็นของเธอ

แต่เขายังคงเป็นตัวของเขาเอง

.

กิลกาเมชไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเลย. มันเป็นเวทมนต์ประหลาดที่ไม่เคยพบเจอ.

แต่เขารับรู้ว่านี่เป็นเรื่องดีๆ.

.

สองขาค่อยๆเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ หยุดลงข้างๆแท่นนอนแล้วก้มลงมองร่างที่นอนอยู่อย่างพิจารณา

เธอเหมือนกำลังจมลงไปสู่ห้วงนิทรา. หลับฝันถึงสิ่งดีๆที่ไม่มีวันสิ้นสุดในโลกมารยา

ดวงตาคู่นั้นจ้องมองก่อนเห็นได้ชัดถึงความไม่สมบูรณ์แบบที่ซ่อนเอาไว้ภายใต้ความสมบูรณ์แบบทุกระเบียบนิ้วเหล่านั้น.

.

เธอไม่ใช่มนุษย์.

.

เขายกมือขึ้นมาประคอง นิ้วมือ. ฝ่ามือ ความละเอียดทุกอย่างดูประณีตยิ่งกว่ารูปแกะสลัก. เป็นผลงานรังสรรค์ของพระเจ้าโดยแท้จริง.

แต่เพียงแค่กระพริบตา.

ชั่ววินาทีที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง.

.

ทุกสิ่งเมื่อครู่หายวับไปทันใด.

ทุกสัมผัส ทุกความรู้สึก.

มีความอบอุ่นของแสงแดด และกลิ่นหอมๆของดอกไม้ใบหญ้าเข้ามาแทนที่

.

หล่อนยืนอยู่ตรงหน้าเขาท่ามกลางทุ่งดอกแดฟโฟดิลที่บานสะพรั่ง มันตัดกับเรือนผมสีมรกตซึ่งยาวถึงข้อเท้าอย่างเข้ากันดี ราวกับภาพวาดของจิตรกรชั้นเอก.

.

“เจ้าเป็นใครงั้นหรือ?” เธอถามเขาเสียงนุ่ม ด้วยท่าทีประหลาดใจเล็กๆระคนกับเอ็นดูในรอยยิ้มหวาน

“กิลกาเมช” เด็กชายตอบ “อนาคตราชันย์”

ร่างเพรียวเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบอย่างนั้น

“มันออกจะเร็วไปไม่ใช่หรือที่เราจะพบกัน?”

“เร็วไป?” กิลกาเมชร้องทวนคำ “วันหนึ่งเราจะพบกันเช่นนั้นหรือ?”

.

รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่เจ้าตัวเดินเข้ามาใกล้ และย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากัน
.

“ใช่. เร็วไป”

“อนาคตไม่แน่นอน ท่านอาจารย์สอน”

มือเรียวเอื้อมมือมาสัมผัสที่ข้างแก้ม อ่อนโยน แผ่วเบา โอบอุ้มทุกความรู้สึกเอาไว้. เอ่ยตอบด้วยถ้อยคำที่ไม่ต่างจากสัญญา

“เราจะเจอกันแน่นอน”

.

“ทำไมท่านถึงมั่นใจ?”

กิลกาเมชละสายตาจากดวงตาคู่นั้นไม่ได้. มันเป็นประกายไม่ต่างจากดวงดาว และส่องสว่างให้ใจเขา.

“เพราะข้าเป็นของท่าน หนุ่มน้อย”

เสียงหวานกลั้วหัวเราะแผ่วเบา

“เอนคิดูเป็นของท่านมาตั้งแต่แรกสร้าง”

.

กิลกาเมชเอื้อมไปกอบกุมมือเรียวเอาไว้ ให้สัตย์สาบานกับตนเองอย่างเงียบเชียบในจิตใจ.

.

จงเป็นราชันย์ที่ยิ่งใหญ่ ให้สมควรกับที่มีเอนคิดู

[fanfic] Relationship (haztom)

Pairing : harrison osterfield X tom holland

ชั่ววูบจริงๆค่ะ.. เกิดจากการที่ทั้งสองคนไม่ค่อยมีโมเม้นต์เลยตอนนี้ Q.Q 

.

…………………………….……………………………………………………

แฮร์รี่มองเอือมๆ ระหว่างที่เดินเข้าไปในบาร์แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างพี่ชายคนโตของบ้าน

“เกิดอะไรขึ้นล่ะ?” เขาถาม แต่อีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงเสียก่อน เงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วถามกลับแทนที่จะตอบดีๆ

“แซมล่ะ?”

คนน้องเบ้หน้าไม่ระหว่างพอใจตอบกลับเสียงขุ่นด้วยความรำคาญเล็กๆ “ผมมาคนเดียว พี่ตอบผมมาซักทีว่าเกิดอะไรขึ้น”

แต่สิ่งที่ทอมทำเพียงแค่อาการถอนหายใจ พร้อมกับยกเหล้าขึ้นดื่มอีกช็อตก็แค่นั้น

เพราะโตมาด้วยกันเขาเลยดูออกว่านั่นเป็นอาการไม่อยากพูดของผู้เป็นพี่ชาย รวมไปทั้งเจ็บปวดหรือน้อยใจด้วย

แฮร์รี่เลยไม่ได้ห้ามและเลือกที่จะทำเพียงแค่มองแล้วเริ่มเดา

“ทะเลาะกับพี่แฮซ?”

มือที่กำลังโคลงแก้วเหล้าหยุดชะงัก นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววร้าวลึกในตอนที่เงยขึ้นมาสบ

สำหรับแฮร์รี่เขาถือว่าเป็นคำตอบว่า ใช่ ในคำถามเมื่อครู่

“ผมไม่เกี่ยวนะ ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับพวกพี่ๆหรอก”

ทอมมองตาขวาง ไม่รู้ว่าหงุดหงิดจริงๆหรือเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์กันแน่ แต่อย่างหลังดูเหมือนจะเป็นไปได้มากกว่า ถ้าลองมองจากจำนวนปริมาณแก้วเหล้าที่อยู่บนโต๊ะ

“เกี่ยวสิ นายเป็นน้องพี่นะ!

คนน้องกรอกตาไปมารอบหนึ่ง

“ผมอยากจะตัดพี่ตัดน้องกับพี่ซะตอนนี้เลย”

“แฮร์รี่!

“พูดเล่นน่า”

แต่ทอมไม่ค่อยเชื่อในประโยคนั้นเท่าไหร่

.

“เชื่อผมเถอะ” แฮร์รี่พยายามเริ่มต้นใหม่ “พี่ทำอย่างนี้พี่แฮซมีแต่จะยิ่งโมโห”

ทอมกำลังจะอ้าปากพูด แต่พอมีมือหนึ่งมาวางบนลงบ่าพร้อมๆกับร่างของเพื่อนสนิทที่ทิ้งตัวลงนั่งติดกันข้างๆกับก็หุบปากเงียบกริบลงฉับพลัน ตัดสินใจจะก้มหน้างุดลงมองโต๊ะแม้จะยังคงรู้สึกโกรธอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ดูเหมือนตอนนี้ความกลัวจะชนะไปไกลเสียมากกว่า

แฮริสันหันหน้ามาสบตากับแฮร์รี่ที่นั่งตรงข้าม พูดขึ้นเสียงเรียบๆที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ขอบใจมากแฮร์รี่”

เจ้าของชื่อยักไหล่ พร้อมกับยิ้มแทนคำตอบ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเมื่อผู้เป็นพี่ชายแท้ๆเหลือบตาขึ้นมาจ้องมองแบบไม่พอใจและก่นด่าแบบไม่มีเสียง

“น้องทรยศ!

.

แฮร์รี่หันมาจ้อง กำลังจะต่อปากต่อคำ แต่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะทุกอย่าง เขามองแต่ยังไม่กดรับในทันที

“งั้นผมขอตัวก่อน” แล้วก็ลุกออกไปโดยที่ไม่ได้รอคำตอบหรือคำอนุญาต เพราะพี่ชายร่วมสายเลือดอย่างทอมไม่อนุญาตแน่ๆ

ทั้งยังมิวายทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ด้วย

“ไม่ต้องพาพี่ทอมมาส่งที่บ้านนะฮะ ผมจะไม่เปิดประตูให้”

.

แฮริสันหุบยิ้มลงทันทีที่เด็กหนุ่มไป ก่อนจะดึงไหล่เพื่อนมาให้หันประจันหน้ากันแต่โดยดี ซึ่งทอมก็ทำตัวอ่อนๆไม่ขัดขืน เพราะรู้ดีว่ายังไงก็คงแพ้แรงคนตรงหน้า

“ว่ามา นายโกรธฉันเรื่องอะไร?”

ทอมเอียงคอ แกล้งทำตาโตๆอย่างประหลาดใจระหว่างที่มอง และตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เปล่านี่

“โกหก!” ร่างสูงรู้ทัน “นายโกรธอะไร บอกมาเดี๋ยวนี้ทอม นายเป็นคนบอกเองว่าเราจะคุยกันด้วยเหตุผลทุกเรื่อง”

“ฉันไม่ได้โกรธ ไม่ได้โกรธจริงๆ…”

เขาเปลี่ยนท่ามานั่งกอดอก แล้วถามต่อ

“งั้นบอกมา ทำไมถึงต้องหนีฉันมาดื่มกับแฮร์รี่”

“แค่อยากดื่ม” ทอมตอบสั้นๆ หม่นหมองลงไปทันตาพอรู้ว่าการแสดงเมื่อครู่มันไม่ได้ผล แล้วยกแก้วขึ้นมาจะจิบอีกช็อต แต่แฮริสันก็ปัดมันออกเสียก่อนด้วยความไม่สบอารมณ์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ และคิดว่าไม้อ่อนคงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

.

แก้วใบเล็กตกลงกระแทกโต๊ะ

“บอกมาทอม”

ก่อนจะตกลงไปบนพื้น

ทอมหลุบตาลงต่ำ ไม่ยอมมองหน้า ตัดสินใจไปมากับตัวเองว่าควรจะพูดออกไปหรือเปล่า

แก้วใบนั้นกลายเป็นแค่เศษเสี้ยวของอะไรบางอย่างที่คมกริบ

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะพูดออกไป

“ขออะไรบางอย่างได้ไหมแฮซ?”

“ว่ามาสิ”

ทอมเงยหน้าขึ้นไปสบตาด้วยท่าทีจริงจัง เม้มปากแน่นด้วยความลังเลอยู่เล็กๆแต่แอลกอฮอล์ก็ทำให้เขากล้าขึ้นมาก

“ทำทุกอย่างให้มันชัดเจนได้ไหม?”

คนตัวสูงนิ่ง รู้สึกจนคำพูดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เริ่มเข้าใจถึงสาเหตุอย่างว่องไว ความโมโหเมื่อครู่ถึงหายวับเหมือนไฟที่โดนน้ำซัด กลายเป็นความรู้สึกผิดเล็กๆที่เริ่มเข้ามาแทนที่

“สรุปแล้วเราเป็นอะไรกันแน่”

แฮริสันถอนหายใจ แล้วชิงแก้วเหล้ามาดื่มเอง

“รู้ไหม..ตอนแรกฉันคิดว่าความคลุมเครือของพวกเราจะเป็นไอเดียที่ดี”

“มันเคยเป็น แต่ตอนนี้ไม่”

“ฉันรู้…..ฉันรู้”

แฮริสันตอบ ก่อนพ่นลมหายใจ มันเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ติดมาด้วย และยิ่งชัดขึ้นในแก้วที่สอง ในขณะที่ทอมมีกลิ่นของแอลกอฮอล์ติดตัวอยู่แล้ว

“ทอม…. งั้นนายอยากให้พวกเราเป็นอะไรกันล่ะ? แฟน คู่เดท หรือแค่เพื่อน”

คนตัวเล็กจ้องมองด้วยท่าทีที่แปลกไปจากเดิมเล็กๆ เหมือนกระตือรือร้นขึ้นมานิดหน่อย “ฉันควรจะถามนาย”

แฮริสันลูบผมอีกฝ่ายอย่างเบามือ

“ไม่….”

.

“คนที่ตัดสินใจคือตัวนาย”

.

ทอมคว้ามืออีกข้างของ เพื่อนสนิท ตรงหน้ามาจับ ทาบลงกับมือเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเล

“ม.. ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้”

“เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นทอม” แฮริสันตอบเสียงนุ่ม เพราะเห็นคนตรงหน้าเริ่มร้องให้

“ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรกัน ฉันจะยังอยู่ตรงนี้ โอเคไหม?”

.

พอใจแค่นั้นเหรอ?

ทอมถามใจตัวเอง และพอคิดว่าแลกกับการที่แฮริสันจะยังอยู่ตรงนี้เขามันใจว่าจะผ่านทุกอย่างไปได้

“ขอบคุณ”

เขาพึมพำ และเป็นครั้งนี้ที่จะยอมให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังคงคลุมเครือ

ส่วนแฮริสันระบายยิ้มเล็กๆ พยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

“มันอาจยังเป็นไอเดียที่ดีใช่ไหม? เรื่อง ความคลุมเครือ น่ะ”

ทอมพยักหน้าเล็กๆ แล้วประสานมือเข้าเข้ากับมือของแฮริสัน

.

sunshine

…………………………………………………………………………

คำว่า sunshine ตอนจบเป็นอะไรที่อยากใส่ค่ะ..

เกิดจากที่จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งทอมเคยเรียกแฮซว่าซันชายน์ ถามมม ทอมมม มีใครเขาเรียกเพื่อนว่าซันชายน์บ้าง หนูต้องมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้นะลูกกกก

[fanfic sherlock] The letter (SherlockXIrene)

Pairing : Sherlock Holmes X Irene Adler

อย่างลองภาษาใหม่ๆดูน่ะค่ะ… เลยลองแต่งแบบภาษาเวอร์ชั่นหนังสือดู

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ข้าพเจ้ายังคงลังเลใจเสมอในตอนที่กำลังเขียนต้นฉบับเล่มนี้

อย่างที่ทุกท่านทราบในการจดบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ และตีพิมพ์ออกมานั้น ทุกเล่มล้วนแต่เป็นคดีแปลกประหลาดและพิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด ในขณะที่เรื่องที่ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงนี้นั้น เป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน เป็นเรื่องราวของโศกนาฏกรรมที่แสนเศร้าโดยที่รับรู้มาถึงตัวเพื่อนของข้าพเจ้า

.

สุดท้ายข้าพเจ้าจึงตัดสินใจจะตีพิมพ์ต้นฉบับเล่มนี้ โดยภาวนาว่าเธอจะรับรู้ถึงความเสียใจที่เกิดขึ้น
.
จดหมายฉบับหนึ่งมาถึงมือของเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ด้วยความกรุณาของมิสซิสฮัดสันในตอนที่เราทั้งคู่กำลังกินเช้ากันอยู่พอดี

เขาเปิดอ่านด้วยสีหน้าไม่ใคร่ดีนัก แล้วส่งต่อมาให้ข้าพเจ้าอ่านโดยที่ไร้ท่าทีกระตือรือร้นโดยสิ้นเชิง

พอรับมาอ่านข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจดหมายฉบับนั้นส่อแววประหลาดอยู่ในตัวของมันเอง

เนื้อความในจดหมายเขียนว่า สุขสันต์คริสต์มาสต์ ด้วยลายมือบรรจง ทั้งๆที่ตอนนี้เพิ่งจะขึ้นเดือนเมษายนเพียงเท่านั้นเอง อีกทั้งชื่อผู้เขียนที่ปรากฏอยู่ท้ายจดหมายนั้นก็ฟังดูประหลาดอยู่ ข้าพเจ้าเกรงว่าจะมีเพียงแค่คนหรือสองคนในลอนดอนที่จะมีชื่อ เรย์เน่ ดาเรล อย่างที่ปรากฏไว้

“กันเกรงว่า มีใครสักคนเล่นตลกกับเราล่ะ โฮล์มส์” ข้าพเจ้าพูดขึ้น แล้วพลิกกระดาษในมือไปมา แต่ก็ไม่มีเนื้อความใดปรากฏมากไปกว่านั้น พอคิดว่าตนจะพบอะไรมากขึ้นไปอีกไม่ได้จึงส่งมันคืน

“ในทางกลับกัน วัตสันเอ๋ย นี่ส่อถึงอันตรายอย่างบรรลัย” เขาตอบ ในขณะที่ข้าพเจ้ายังคงมองไม่เห็นความเป็นจริงในข้อนั้นได้เลย

สำหรับตัวข้าพเจ้าเองนั้น ยังคงมองจดหมายนั้นเป็นเพียงข้อผิดพลาดหรือการเล่นตลกของใครบางคนไม่เห็นเป็นอื่น

“ยังไงกัน?”

“หล่อนเป็นคนฉลาดอย่างอุกฤษฏ์ หมอ, เห็นได้ชัดว่าจดหมายนี่ถูกวางแผนเอาไว้แล้ว มันเป็นคำบอกลาที่หล่อนอยากกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทว่าเวลานั้นกลับมาถึงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาด”

ข้าพเจ้ามองนักสืบเชลยศักดิ์ด้วยความประหลาดใจอย่างถึงที่สุด

“กันยังคงมองไม่เห็นความจริงในข้อนั้น”

“ดูชื่อที่ลงท้ายจดหมายนั่นซี แกยังคงไม่เห็นรึ? อย่างเคยวัตสัน แกมองเห็นแต่ไม่ได้สังเกตมัน หล่อนใช้เกมกลสลับอักษรอย่างง่ายๆนั้นสร้างชื่อใหม่ขึ้นมา”

ข้าพเจ้าพยายามนึกตาม แต่ยังคงมองไม่เห็นภาพว่า เรย์เน่ ดาเรล จะกลายเป็นชื่ออื่นไหนได้เลย

“ไอรีน แอดเลอร์”

โฮล์มส์พูดขึ้นในที่สุด ทว่าชื่อนั้นยิ่งสร้างความประหลาดใจให้ข้าพเจ้าเข้าไปอีก

“หล่อนรอดพ้นแล้วไม่ใช่รึ? ใครต้องการลมหายใจของหล่อนกัน?”

เขาลุกขึ้นเดินไปหน้าเตาผิง หยิบกล้องไม้แล้วบรรจุด้วยยาสูบอย่างอ่อนจากฮอลันดา จุดไฟกับไม้ขีดก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม

“ลูกค้าเก่าแก่ของเรานั่นแล วัตสัน แกต้องยอมรับเสียล่ะว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยอมให้อะไรมาแปดเปื้อนเกียรติยศของเขาไปได้เลย พวกเขาคงได้ภาพที่ต้องการและทำลายมันลงไปแล้ว พร้อมกับชีวิตของหล่อน”

ข้าพเจ้าฟังแล้วรู้สึกสลดใจอยู่ไม่น้อย “เกียรติยศสำคัญถึงกับต้องเข่นฆ่ากันเลยรึ?”

สหายของข้าพเจ้ารับฟังก็ถอนหายใจออกมา

“สำหรับบางคนนะ วัตสัน สำคัญยิ่งกว่าตัวตนของเขาหรืออะไรทั้งมวล”

.

แล้วบางสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นก็ปรากฏสู่สายตาในวันนั้นเอง มันเป็นความเจ็บปวดที่มากล้น ข้าพเจ้าไม่เคยมองเห็นมันเลยสักครั้ง เพราะในปกติแล้ว คดีที่เกิดขึ้นทุกๆคดีนั้นเป็นความจรรโลงใจอย่างหนึ่งในแบบของเขาเอง

“แกเสียใจ” ข้าพเจ้าทัก ด้วยความเป็นห่วง

ซึ่งเขาเองก็พยักหน้ายอมรับโดยที่ไม่โกหก

“คนเราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญก็ต่อเมื่อเสียไป กันยอมรับ” เขาพูด ก่อนจะวางกล้องลงแล้วยกไวโอลินขึ้นประทับบ่า

เล่นเพลงเป็นทำนองที่แสนหวานและเพ้อฟัน

ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความเงียบสงบ

เพราะรู้ว่าเพลงนี้เขาบรรจงเรียงร้อยดนตรีขึ้นมาเพื่อแทนตัวของ ผู้หญิงคนนั้น

.

“แด่เธอคนนั้น”

………………………………………………………..

ปล. Reine Darel

อย่างที่เชอร์ล็อคบอกค่ะ สลับมาจาก Irene Adler ลองสลับดูนะ

[fanfic sherlock bbc] talking about us (sherlockxirene)

pairing : Sherlock Holmes X Irene Adler
………………………………………………………………………….
.
ไอรีนยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง ไม่สนใจแม้ว่าจะรู้ว่ากระโปรงสั้นจนทำให้อีกฝ่ายเห็นขาอ่อนขาวๆ วับๆแวมๆตอนเธอขยับตัวก็ตาม
ซึ่งอันที่จริง เธอก็จงใจจะโชว์นั่นล่ะ
.
แหม มีดีก็ต้องโชว์สิ จริงไหม? 🙂
.
“แล้วมีธุระอะไร?” เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ถามขึ้นเสียงเรียบ ไม่ได้นำพากับท่าทางนั้นเลยสักนิด
อันที่จริงเขาก็ยอมรับว่าเธอเป็นคนสวย สวยมาก และเจ้าเสน่ห์ ดึงดูดสายตาในทุกๆการกระทำและสีหน้าแววตา เพียงแต่ความรู้สึกสำหรับนักสืบมัน.. ไม่จำเป็น และ ไม่ควรจะมี
“แม้แต่ พิน็อคคิโอ ยังมีหัวใจมากกว่าคุณเลยนะรู้ไหม คุณมันแย่ เชอร์ล็อค” หล่อนกรอกตาพูด ก่อนจะขยับเปลี่ยนท่าอีกโดยการนั่งโน้มตัวมาข้างหน้าตั้งข้อศอกลงกับเข่า ปล่อยให้เสื้อเว้าลึกโชว์ไปไหนถึงไหน
พิน็อคคิโอ?” เขาทวนคำพลางขมวดคิ้วมุ่น ทำให้ไอรีนยิ่งตีสีหน้าเบื่อๆมากขึ้นไปอีกขณะถามกลับ “คุณไม่เคยนิทานที่มีชายคนหนึ่งทำตุ๊กตาไม้ แล้วก็ภาวนาให้มีชีวิต สุดท้ายมันก็มีชีวิตจริงๆ และเวลาโกหกก็จะจมูกยาวขึ้นเรื่อยๆใช่ไหม?”
โฮล์มส์พยายามนึกอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมแพ้ในที่สุด
“ไม่”
“คุณโตมายังไงกัน…”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เพียงแค่เบ้หน้าไม่พอใจ คว้าไวโอลินคู่ใจขึ้นมาดีดไม่เป็นเพลง
.
“คุณยังไม่ตอบคำถามผม” ในที่สุดเขาก็ลดไวโอลินลง หลังจากเล่นจนพอใจ “คุณมาที่นี่ทำไม?”
“เพื่อมาคุยกับคุณ” เธอตอบ โน้มตัวลงไปอีก เพื่อเอื้อมมือไปกุมมือของเขาไว้ “ฉันคิดถึงคุณตลอดเลยนะ”
“ไม่ใช่ว่ามีงานมาให้ผม?”
ไอรีนหัวเราะเบาๆ หลุบตาลง มองมือเธอกับเขาและประสานมือเข้าหาอีกฝ่าย
“ฉันคิดว่าคงจะมีเวลาอีกไม่นาน เลยอยากมาคุยกับคุณ ดื่มชาด้วยกัน ก็แค่นั้น”
เชอร์ล็อคก้มลงมองมือบ้าง เขาสัมผัสชีพจร รู้สึกถึงความจริงได้ในนั้น
“ผมไม่ได้ช่วยคุณ เพื่อให้คุณตายอีกครั้ง”
หล่อนยิ้มกว้างขึ้นอีก สะกดสายตาของชายหนุ่มอย่างน่าประหลาด ต่างจากทุกครั้งเพราะคราวนี้มันเหมือนกับอยู่ๆภูมิต้านทานเขาก็พลันหาย
“ไมครอฟคงจะพูดจริง” เธอเปรยขึ้น
“เรื่องไหน?”
“คุณนับฉันเป็น ‘คนสำคัญ'”
เขาไม่พูด แต่สำหรับเธอ แค่รอยยิ้มมุมปากเล็กๆนั่นก็มากเกินพอ
.
ทั้งห้องเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่ไอรีนจะยกแก้วชาขึ้นจรดปาก สูดกลิ่นหอมๆและลิ้มรสความหวานอย่างพึงพอใจ พอวางมันลง เธอก็ตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมา
“ฉันเองก็มีเรื่องอย่างจะถามคุณเหมือนกัน”
เชอร์ล็อคมองเธอ ไม่ได้ถามแต่ใช้สีหน้าทั้งหมดสื่อแทนคำพูด
“คุณช่วยฉันไว้ทำไม?”
เป็นอีกครั้งที่เชอร์ล็อคไม่ตอบ และเธอก็ไม่ได้เซ้าซี้ แม้จะอยากรู้สักแค่ไหนเพราะอ่านสีหน้านั้นออก
แม้แต่ตัวของเขาเอง ก็ยังไม่รู้คำตอบเลยด้วยซ้ำ
เสียงข้อความเข้าทั้งให้เชอร์ล็อคถอนหายใจ เขาหยิบมันขึ้นมามอง ขมวดคิ้วไม่พอใจเมื่อเห็นว่าปลายทางที่ส่งมาเป็นใคร
[เดทสนุกไหม? M.H.]
ไอรีนยิ้มขำ รู้ข้อความนั้นโดยที่ไม่ต้องมอง
[ดูแลให้ดีๆ เพราะจะไม่มีเวลาสำหรับเธอแล้ว M.H.]
.
“เดทที่ดีต้องจบลงด้วยจูบนะ” ไอรีนพูดระหว่างเติมน้ำชาเติมลงในแก้ว กลิ่นหอมๆอบอวลไปทั่วห้อง
เชอร์ล็อคขมวดคิ้ว บ่งบอกว่าไม่เข้าใจ
“ฉันนับว่านี่เป็นเดทนะ ที่รัก” หล่อนอธิบายเสียงหวาน
“แต่สำหรับผมไม่นับ” เขาตอบเสียงเรียบ ไม่ค่อยพอใจเมื่อประโยคนี้พาลให้นึกถึงข้อความเมื่อสักครู่
หล่อนเงยหน้าขึ้นมามองเขา ตีสีหน้าทะเล้นเล็กๆดูเซ็กซี่ระหว่างถามทีเล่นทีจริง “คุณไม่อยากจูบกับฉันหรือ?”
“ผมแค่มองว่า จูบ ไม่ใช่เฉพาะเพื่อจบเดทเท่านั้น”
นัยน์ตาสีเข้มจัดคู่นั้นฉายแววพึงพอใจ ระหว่างที่เธอขยับตัวเข้าไปใกล้เข้าอีก
ราวกับเข็มวินาทีขยับช้าลงเรื่อยๆ
ล้านคำถ่ายทอดผ่านนัยน์ตาแทนคำพูด
ก่อนที่ริมฝีปากอวบอิ่มจะประทับลงอย่างแผ่วเบา และผละออกในเสี้ยววินาที
มอบจุมพิตชั่วขณะที่ชวนร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
“คุณพูดถูก”
.
ไอรีนขยับตัวกลับมานั่งให้ดี ก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นมาดู “ถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้ว”
“ขอบคุณ” เธอพูด
“สำหรับอะไร?”
“ที่ช่วยชีวิตฉันไว้”
ไอรีนกำลังจะผละมือออก แต่เชอร์ล็อครั้งเอาไว้ก่อน เขาจับมือเธอ
อย่างที่ชายหนุ่มพึงกระทำ
ประทับจูบลงบนหลังมือนั้นอย่างแผ่วเบา
“ด้วยความยินดี My lady” เขาเงยหน้าขึ้นมามองเธอ ทั้งๆที่ยังทำใบหน้าเรียบเฉย “ผมควรจะพูดอย่างนี้ใช่ไหม?”
ไอรีนรู้สึกพ่ายแพ้ อย่างกับเธอกำลังจะละลายลงไปตรงนั้น ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ก็ฝืนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“โอ้ พ่อหนุ่มเวอร์จิ้นเริ่มจะมีพัฒนาการที่ฉันคิดไม่ถึงเสียแล้ว”
.
เขาเดินไปส่งเธอถึงหน้าประตู
สายตาประสานกัน
ก่อนที่หล่อนจะประทับจูบลงที่ข้างแก้มของเขาทั้งสองแทนคำอำลา
เพราะต่างคนต่างรู้ดี ภาวนาในใจ
พวกเขาจะได้เจอกันอีก
……………………………………………………………………………………………………………..
เวิ่นเว้ออีกแล้วค่ะ ฮือ U.U
ชอบโมเม้นต์คู่นี้จังเลย
ชอบบบ
ตอนแรกว่าจะไม่ใส่ฉากจูบละนะ แต่มือมันลั่น… U.U

[fanfic sherlock bbc] our’s song (sherlockxirene)

เป็นฟิคที่มาจากอารมณ์ชั่ววูบคนแต่งเองค่ะ….

pairing : Sherlock Holmes X Irene Adler

คาดหวังจะให้ปวดตับค่ะ แต่ไม่รู้คนอ่านจะปวดตับหรือเปล่า….

…………………………………………………………………………………………………….

โด

.

ไอรีนหยุดอยู่ตรงหน้าประตู ชะงักมือที่กำลังจะจับลูกบิดเมื่อได้ยินเสียงไวโอลินดังขึ้น

ราวกับต้องมนต์ เธอหยุดนิ่งยืนฟังเสียงเพลงด้วยความรู้สึกร้อนวูบวาบอยู่ในอก

ท่วงทำนองช้าๆ ไม่คุ้นหู ประหลาดทว่าทั้งอบอุ่นและมีเสน่ห์

หล่อนหลับตาลงพลางเหยียดยิ้มให้กับความน่าสมเพชในตนเอง

เขาเหมือนดนตรีทุกอย่าง

ทำให้รู้สึกดี แต่คว้าเอาไว้ไม่ได้

.

เร

.

เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่นักรัก

แต่ทุกๆข้อความที่ส่งไป เธอคาดหวังการตอบกลับแม้กระทั่งคำเดียวสั้นๆก็ยังดี

นั่นใช่ความรักหรือเปล่า?

เธอปล่อยให้คำตอบสำหรับคำถามนี้ว่างเปล่า

เพราะใจของเธอรู้ดีอยู่แล้ว

.

มี

.

เชอร์ล็อคฉลาด แต่เขาก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถจะรับมือได้ทุกเรื่องๆ

ถ้าไม่นับดาราศาสตร์ เขาก็โง่ด้านความรู้สึกของมนุษย์ โดยเฉพาะบางอย่างที่เรียกว่า ความรัก

นั่นใช่ความรักหรือเปล่า?

เขาถามตนเองอย่างนั้น

เล่นไวโอลิน สูบบุหรี่ จนเกือบจะพาลไปถึงยาเสพติด

แต่มันก็ยังคงไร้คำตอบอยู่อย่างเดิม

.

ฟา

.

ไอรีนไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก

มันสะอาด ไร้ร่องรอยของเธออย่างชัดเจน

เชอร์ล็อคคิดว่าสารในสมองเขาต้องผิดปกติแน่นอน

เพราะเขาได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยติดอยู่ที่ปลายจมูก

และได้ยินเสียงหวานๆติดอยู่ที่ปลายหู

.

ซอล

.

หญิงสาวก้มลงมองมือของตนเอง

เธอเคยคิดเสมอว่าจะต้องเป็นที่หนึ่ง จะต้องนำในเกม

แต่ครั้งนี้

เธอหวาดกลัว และยอมแพ้อย่างง่ายดาย

กลัวเหลือเกินที่จะเปิดประตูนี้ และต้องเจอหน้ากับเขา

กลัวความจริงที่จะต้องรับรู้

.

ลา

.

เชอร์ล็อคยังคงเล่นไวโอลินต่อไปเรื่อยๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง

ปล่อยให้เสียงดนตรีโอบกอดและเติมเต็มห้องที่ว่างเปล่า

ทดแทนเสียงหวานๆที่เขาได้ยิน

ดึงสติจากกลิ่นหอมๆที่เขาได้กลิ่น

และช่วยให้เขาได้คิด

ต่อให้มันคือความรัก

แต่ถ้าคว้าไว้ไม่ได้ ดูแลไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร?

.

ที

.

ไอรีนเม้มปากแน่น ดึงมือออกจากลูกบิด

ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว

อีกฝากหนึ่งของประตู

แต่ทำอะไรไม่ได้ แค่เจอหน้ากันก็ยังไม่ได้

คาดหวังก็ยังไม่ได้

เรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว

โดยที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย

[fanfic] valentine’s day (Haztom)

paring : Harrison Osterfield X Tom Holland

อนึ่ง นี่เป็นการอิมเมจิ้นของคนแต่งล้วนๆค่ะ U.U ไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด

…………………………………………………………………………………………………………

วันที่ 14 กุมภาพันธ์….

ทอมอยากบอกตามตรงว่า ตามประสาคนโสด เขาไม่ได้หวังอะไรหรอก….

.

เพราะอย่างนั้นตั้งแต่เช้า เขาเลยอดแปลกใจเล็กๆไม่ได้ที่มือเช้าวันนี้ดูดีกว่าที่เคย อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่อาหารแช่แข็งตามที่เขาคาดไว้ แต่เป็นแพนเค้กราดด้วยเมเปิ้ลไซรัปดูน่ากินมากๆทีเดียว

“นายตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าหรอ?” เขาถามระหว่างที่อีกฝ่ายนั่งลงตรงข้ามกันด้วยความแปลกใจ “เพิ่งได้นอนไปเมื่อสี่ชั่วโมงก่อนไม่ใช่หรือไง?”

“ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไง” แฮริสันตอบพร้อมรอยยิ้มน่ารัก พลางเริ่มลงมือทาน แถมยังพึมพำเล็กๆชมฝีมือของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ทอมเลยมองด้วยความแปลกใจยิ่งกว่าเดิม ขมวดคิ้วมุ่นและยังคงไม่เริ่มลงมือทานเสียที “ปกตินายไม่ทำอย่างนี้นี่นา..”

“นี่วันวาเลนไทน์นะทอม!” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “วันวาเลนไทน์เลยนะ! ควรจะมีอะไรพิเศษบ้างสิ”

ทอมกรอกตาไปมา

“ก็โสดอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?..”

แฮริสันชะงัก เงยหน้าขึ้นมามอง รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงเหมือนเดิม

แต่ทว่าทอมรู้สึก

นัยน์ตาคู่นั้นมันฉายแววบางอย่างที่ต่างออกไปจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

.

แน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของแฮริสันที่จะต้องล้างจาน ทอมเลยเพียงแค่ช่วยเก็บทุกอย่างวางไว้ในซิงค์ ก่อนจะเดินไปดูทีวีตรงห้องนั่งเล่น

“อยากออกไปไหนไหม?”

“ไม่”

“กินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้ง? ไม่สนจริงอ่ะ?”

“ไม่ ฉันว่ารายการทีวีพวกนี้ยังน่าสนใจกว่าเยอะ”

“อะไร ตื่นเต้นกับวาเลนไทน์หน่อยสิ ปีหนึ่งมีครั้งเดียวนะ”

เป็นอีกครั้งที่ทอมกรอกตาไปมาเบื่อๆ

“ออกไปก็เจอแต่พวกมีคู่น่ะสิ”

“ก็ออกไปเดทกับฉันไง”

ทอมเงียบ ต่อไม่ถูก เขาหยิบหมอนอิงมากอดแล้วซุกหน้าลงเพื่อหวังว่ารู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวชอบกลจะลดลงบ้าง และภาวนาอย่าให้แฮริสันเห็นมันเพราะอีกฝ่ายคงจะคว้ามือถือมาถ่ายไว้แล้วโพสต์ลงอินสตราแกรมอย่างไม่ต้องสงสัย

“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นล่ะ” เขาพูดอู้อี้ผ่านหมอน และได้ยินเสียงหัวเราะของอีกคนดังแผ่วเบากระทบหู

.

แฮริสันยังคงไม่เลิกล้มความพยายาม เขาเดินมานั่งที่โซฟาข้างๆกัน

“ไม่ออกไปเที่ยวด้วยกันจริงอ่ะ?” เขาถามอีกรอบขณะมองทอมที่มุดหน้าลงกับหมอน “ไม่”

“เฮ้ นายรังเกียจฉันหรือไง?” แน่ล่ะว่านั่นเขาแค่แกล้ง แต่ดูเหมือนคนตัวเล็กที่เหม่อลอยเล็กๆจะไม่ทันรู้สึก เพราะเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ นัยน์ตาสีน้ำตาลกระจ่างคู่นั้นเบิกกว้าง มองเขาด้วยประกายความสิ้นหวังในดวงตา “เปล่านะ..เปล่า ไม่ คือ.. นายก็รู้” ทอมพูดปฏิเสธเป็นพัลวัน แฮริสันนึกอยากแกล้งยิ่งขึ้นเลยสวมหน้ากากนักแสดง ตีสีหน้าน้อยใจใส่อีกคน ทอมเลยยิ่งลนลาน

“คือ ไม่ ฉันไม่ได้รังเกลียดนายเลย จริงๆนะ เฮ้ ฉันซีเรียสนะ! แต่ที่ฉันปฎิเสธเนี่ย เพราะไม่อยากออกไปไหนให้เป็นข่าวต่างหาก”

“เป็นข่าว?” เสียงของแฮริสันตายด้านเสียจนเจ้าตัวยังตกใจ “จะเป็นข่าวได้ไงกัน เรื่องแค่นี้น่ะ”

“ไม่ ไม่ๆ มันเป็นแน่ๆเลยแฮซ แค่พวกเราไปไหนมาไหนด้วยกันปกติก็ยังเป็นข่าวจะตาย”

แฮริสันหลุดยิ้ม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม มันทำให้ทอมรู้ทัน เขาเลยโดนหมอนอิงใบที่เจ้าตัวกอดอยู่นั่นแหละ ปาใส่หน้าเข้าเต็มๆ

.

ทั้งสองคนนอนเล่นบนโซฟา ใช้เวลาวันหยุดไปกับการนอนกลิ้งและรายการทีวีฮาๆที่อัดเอาไว้

แฮริสันไม่ได้ขอร้องหรือตามตื้ออีก ทอมเลยคิดว่าเขาคงจะล้มเลิกความคิดนั้นไปแล้ว

“ทำไมนายถึงตื่นเต้นกับวาเลนไทน์นัก” ทอมถามเมื่อเขาเห็นแฮริสันกำลังอัพรูปคู่กับน้องสาว, ชาร์ล็อต จากบนโซฟา เพราะแฮริสันนอนอยู่บนพื้นและตะแคงข้างอีก เขาเลยมองเห็นหน้าจอโทรศัพท์อีกฝ่ายอย่างชัดเจน

“ก็ ปีหนึ่งมีครั้งเดียวนั้นล่ะ เป็นเหตุผลเดียวกับที่นายตื่นเต้นกับคริสมาสต์และปีไหม่นั่นไง?”

“ไม่ๆ มันต่างกันนะ วาเลนไทน์มันเป็นเทศกาลของคู่รัก” ทอมเถียง และขมวดคิ้วมุ่น แฮริสันตะแคงตัวกลับมามองหน้า ถามต่อ

“แล้ว?”

“ก็ นายไม่มีแฟนสักหน่อย”

“อย่าใจดำไปเลยน่าทอม ใครๆก็เอนจอยกับวาเลนไทน์ได้ ขอแค่มีความรัก” แฮริสันพูด พลางหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นอีกคนตีหน้ายุ่ง “ก็อย่างที่ฉันบอกไม่จำเป็นต้องมีแฟน ขอแค่มีความรักก็พอแล้ว”

“นาย มีความรัก?”

แฮริสันยิ้ม มองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับเมื่อเช้า

“ใช่”

.

ตอนสี่ทุ่ม ทอมขอตัวขึ้นไปนอนเพราะพรุ่งนี้เขามีถ่ายหนัง แฮริสันยิ้มให้แต่ไม่ได้อวยพรฝันดีเหมือนอย่างเคย

.

ทอมหลับไปแล้ว แต่เขาตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงประตูเปิดออกก่อนจะเห็นใครอีกคนกำลังเดินเข้ามา เขาสะลึมสะลือเกินกว่าจะพูดหรือขยับตัวอะไรทั้งนั้นแต่ก็มีสติมากพอจะมั่นใจว่าอีกคนที่เดินเข้ามาเป็นแฮริสัน

“จะเที่ยงคืนแล้ว” แฮริสันพูดพึมพำในลำคอ เหมือนคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองระหว่างที่คว้าเก้าอี้จากโต๊ะคอมมานั่งข้างๆเตียง ทอมไม่รู้ว่าควรจะแกล้งหลับหรือบอกอีกฝ่ายว่าเขาตื่นดี “ฉันยังไม่ได้บอกนายเลย”

ทอมคิดว่าการแกล้งหลับเป็นความคิดที่ดีที่สุดในตอนนี้

happy valentine day

.

วันวาเลนไทน์งั้นเหรอ? ก็ไม่แย่เท่าไหร่หรอก ถ้ามีแฮริสันล่ะก็นะ

.

โดยไม่ต้องอวยพร ทอมมั่นใจว่าเขาจะต้องหลับฝันดี

…………………………………………………………………………………………………………….

ค่ะ… วันนี้วันที่ 16 แล้วค่ะ….//ซับน้ำตา//

ขออภัยจริงๆสำหรับความเลทนี้ค่ะ 55555