[fanfic sherlock] showcase part 1

คุยกันนิดดด

อันนี้เป็นฟิคเชอร์ล็อครุ่นลูกนะคะ โดยอิงจากเวอร์ชั่นซีรี่ย์ค่ะ วางแผนไว้ราวๆสิบตอนเลยค่ะ…..

.

——————————————————————————————————————————–

เสียงปืนดังลั่น พร้อมๆกระสุน .40 ที่วิ่งทะลุอก

คนตายล้มลงกับพื้นโดยที่ไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
.

เขาก้มลงเก็บปลอกกระสุนอย่างใจเย็น

แล้วเดินเข้าไปทำตามขั้นต่อไปของแผน

โดยที่ปากยังคงพึมพำท่องพระคัมภีร์ สลับกับสารภาพบาปอันใหญ่หลวงในมือ

แต่เขารู้ดีกว่าใครว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่มีวันเห็นใจเขาหรอก
.

…………………………………
.

เด็กหญิงวัยสิบปีเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง แล้วเขย่งเท้า ชะโงกหน้าโดยพยายามจะมองเข้าไปด้านในที่เกิดเหตุ สอดส่องสายตาไปทั่วเท่าที่จะทำได้

เธอรู้อะไรมากกว่าที่พวกตำรวจรู้

ศพนั้นถูกใช้เพื่อส่งข้อความมาถึงโฮล์มส์
.

ไม่ใช่เชอร์ล็อค แต่เป็น คลาร่า โฮล์มส์
.

ดวงตาคู่โตกวาดกลับมาหยุดลงที่มือตัวเอง เริ่มวางแผนอย่างว่องไว
.

“คุณลุงคะ” เธอหันไปเรียกตำรวจนายหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าเศร้า ปนๆไปกับตื่นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างชี้นิ้วไปที่ร่างไร้วิญญาณ “นั่น.คุณอา?….เขาใช่ คุณอาของหนูหรือเปล่าคะ?…”

ตำรวจคนนั้นอ้าปากจะพูด แต่พอเห็นสีหน้าเด็กหญิงก็เปลี่ยนใจหันไปเรียกอีกคนให้เดินมาตรงนี้แทน

คลาร่ารีบพูดทันทีอย่างร้อนใจด้วยน้ำตารื้นที่ขอบตาตอนที่ตำรวจอีกคนเดินเข้ามาสมทบ “หนูอยากมั่นใจว่าเขาเป็นคุณอาของหนู..”
.

เพียงแค่นั้นเธอก็ได้เดินเข้ามาในที่เกิดเหตุ ตรงไปยังศพโดยไม่ต้องเสียเวลาไปมากกว่านั้น
.

“เป็นเขา… เป็นเขาจริงๆด้วย” คลาร่าพูดพึมพำในลำคอ แล้วจ้องตาตำรวจทั้งสองคน “หนู…ขออยู่คนเดียวสักพักได้ไหมคะ?”

ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเหล่ตาลงมามองเธออย่างชั่งใจ

แต่พอเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มพร้อมกับสีหน้าสลดของเด็กหญิงก็ยอมถอยออกไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวตามต้องการ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองตกหลุมพรางเล็กๆของเด็กตรงหน้าเข้าเต็มๆ
.

คลาร่าหยุดตีหน้าเศร้าในทันทีที่ไม่มีใครจับตามองแล้วปาดน้ำตาออกลวกๆด้วยหลังมือ เธอมองทุกอย่าง เพื่อจดจำข้อมูลให้มากที่สุดลงสู่ สมอง

ทุกอย่างไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งของธรรมดาที่คุณจะพบได้ทั่วไปในที่เกิดเหตุทุกแห่ง

เธอเลยหันมาให้ความสนใจกับข้อความบนแขนที่ตั้งใจทิ้งไว้เป็นอย่างสุดท้าย
.

มันเป็นรอยมีดกรีดบนผิวหนังอย่างประณีต เห็นได้ชัดว่าเกิดหลังจากเสียชีวิตแล้ว
.

I’m back
.

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า ในขณะที่เธอพาร่างตัวเองเคลื่อนเข้าไปใกล้มากกว่านี้อีกนิด แกะกำลังข้อมือเงินที่คล้องอยู่กับแขนข้างนั้นอย่างเบามือ มันเป็นกำไลเรียบๆ ที่มีรอยสลักอยู่โดยรอบ เป็นรหัสตัวเลขบางอย่างที่เธอค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเป็นกุญแจไปสู่อะไรบางอย่างแน่นอน แต่ที่แน่นอนคือมันเป็นข้อความที่ส่งมาถึงเธอ
.

แล้วคลาร่าก็รีบเดินออกมาจากตรงนั้นก่อนที่ใครจะได้ทันสังเกต เธอเดินเข้าไปหาเด็กสาวอีกคนที่ยืนกอดอกมองมาหน้ามุ่ย ไม่ใช่อาการเอาแต่ใจ แต่เป็นอาการไม่พอใจแบบที่พี่สาวกำลังจะดุ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นน้องสาวต่างสายเลือดก็ตามที

“คลาร่า!”

เจ้าของชื่อยิ้มหวานประจบ ระหว่างเก็บกำไลใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท “ว่าไงคะพี่โรซี่?”
ดวงตาสีนิลตวัดมองกำไล ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบคนตรงหน้าโดยที่ไม่ได้พูดถึงมัน

“ห้ามหนีมาคนเดียวแบบนี้อีก!”

คนฟังเอียงคอ ดูน่ารักน่าชัง แล้วอธิบายเสียงนุ่มนิ่มน่าฟัง สวมหน้ากากเด็กดีแบบมิดชิด เสียอยู่อย่างเดียวคือคนเป็นพี่นั้นโตมาด้วยกันจนรู้นิสัย

“หนูต้องแอบเข้ามา คนเดียวมันจะสะดวกกว่าค่ะ”

โรซี่ขมวดคิ้ว เริ่มตามไม่ทันเพราะรู้ว่าคลาร่าไม่เคยต้องแอบเข้าไปที่เกิดเหตุ อาศัยชื่อโฮล์มส์ก็ผ่านเข้าไปง่ายๆได้ทุกครั้งอยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องลำบากอะไรมากมาย
.

เธอมองพี่สาว ดูออกในพริบตาว่าสงสัย และเธอก็มั่นใจในตัวโรซี่ว่าเป็นคนฉลาดมากกว่าที่เห็น เพียงแต่อาจไม่เฉลียวเท่านั้นเอง และเรื่องอย่างนี้พอจะขัดเกลากันได้บ้าง คลาร่าเลยตัดสินใจจะถามกลับแทนที่จะบอกออกไปตรงๆ

“คิดว่าทำไมล่ะคะ?”

โรซี่นิ่ง แล้วสบกับนัยน์ตาสีคาราเมลเป็นประกายของคนตัวเล็กกว่า

เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างอีกนิด
.

“เพราะไม่อยากให้อาเชอร์ล็อครู้?..”

คราวนี้รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของคนเป็นน้องเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ

นั่นล่ะ วัตสันของเธอ
.

“แล้วทำไมถึงไม่อยากให้อาเชอร์ล็อครู้ล่ะ” เด็กสาวถามต่ออีก ยังไงมันก็น่าประหลาดใจ แถมยังดูเหมือนจะอันตรายถึงชีวิต แต่ดูเหมือนว่าคลาร่าเองก็จะไม่ได้สนใจเรื่องความเป็นความตายเท่าๆกับที่สนใจ
เพราะมันมีบางสิ่งที่เธอต้องรู้ให้ได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิต
“หนูจำเป็นต้องนำหน้าเขาหนึ่งก้าวค่ะ” โรซี่ไม่ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่รู้ตัวว่าตอนนี้ถามอะไรเข้าไปในตอนนี้ก็คงไม่ได้คำตอบกลับมาอีกก็ยอมปิดปากเงียบอย่างฉลาด
ในขณะที่คลาร่าเองก็ไม่ยอมพูดเรื่อง ข้อความ จากฆาตกร เพียงแค่ตระหนักถึงมันอย่างเงียบเชียบ และคอยย้ำเตือนกับตนเองให้มั่นใจว่าตนเองกำลังอยู่ในจุดไหนของเกม
.
พลาดเพียงก้าวเดียว หมายถึงชีวิต
แต่เธอจะไม่พลาด
คลาร่า เอ. โฮล์มส์ จะไม่มีวันพลาด

.

TBC

[fanfic] Love (GilXenkidu)

ฟิคแก้บนอีกแล้วค่ะ…

Pairing : GilGamash X enkidu

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะว่าทำไมถึงต้องแต่งคู่นี้ดราม่าทุกอัน

……………………………………………………………………………………………………

“รัก”

น่าเสียดายที่เอนคิดูไม่เข้าใจ

.

เอนคิดูยกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกข้างซ้าย

ไม่มีหัวใจอยู่ตรงนั้น

.

ร่างสูงเดินเข้าไปหา เสียงฝีเท้าตัวสะท้อนจนกึกก้องทุกย่างก้าว

เขาหยุดลง ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆอีกคน

ดวงเนตรสีมรกตผละมาสบตา ริมฝีปากบางวาดรอยยิ้มหวานแทนคำทักทาย

“ยังคงคิดเรื่องหัวใจอยู่อีกหรือ?”

เอนคิดูพยักหน้า

“ข้าอยากมีหัวใจ” เขาเลิกคิ้ว พอนึกถึงหัวใจดวงนั้นไม่ได้มีอยู่เพื่อเขาก็เผลอพูดออกไปไม่ทันยั้งคิด

“ไม่ต้องมีหรอก”

คนตัวเล็กกว่ามองอย่างไม่เข้าใจ “ข้าจะได้รู้สิ่งที่ท่านเพียรพยายามบอกสักที”

.

กิลกาเมชจึงขยับยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าจะพูดจนกว่าเจ้าจะเบื่อฟัง”

.

“รัก”

.

เอนคิดูหัวเราะออกมาแผ่วเบา

“เช่นนั้นข้าจะฟังจนกว่าเจ้าจะเบื่อพูด”

.

“รัก”

.

แม้จะเป็นถึงตอนสุดท้าย กิลกาเมชยังคงกุมมือนั้นไว้

“รัก”

คอยพร่ำกระซิบบอกไม่ห่าง

.

ร้องให้

แล้วเอนคิดูก็ร้องให้ออกมา

เข้าใจแล้วทั้งความรัก ความอบอุ่นทั้งหมด แม้จะเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิตปลอมๆ

แต่ก็เข้าใจหมดแล้ว

รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นทั้งน้ำตา

.

“รัก”

.

ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย

สำหรับคำว่ารัก ที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมกัน

[fanfic sherlock bbc] Love : Psychopathy (morrene)

แก้บนอีกแล้วค่ะ….
Pairing : Jim Moriaty X Irene Adler

……………………………………………………………………………………………………………

เธอเดินกระแทกเท้าเข้ามาในห้อง เปิดประตูโดยที่ไม่เคาะ ระหว่างที่เสียงดังก้องของส้นสูงหยุดลงทันทีที่เจอพรม

นั่นทำให้เขารู้สึกชอบพรมเปอร์เชียขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

.

จิมชวนให้เธอนั่งโดยที่เขายังคงไม่ลุกจากตำแหน่งด้านหลังโต๊ะทำงานตัวโต ส่วนระบบไฮโดรลิกก็ทำหน้าที่ปิดประตูของมันเหมือนอย่างเคย

ไอรีนนั่งลงบนเก้าอี้ ประจันหน้ากับเขาโดยที่มีโต๊ะบ้าๆกั้นระหว่างกัน

.
ดวงตาเรียวกวาดมองรอบๆห้อง มองไปยังแจกัน รูปภาพด้านหลัง แล้วอ่านชื่อแฟ้มเอกสารตรงด้านหลังอย่างลวกๆ ทั้งหมดนั่นไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ยกเว้นก็แต่เรื่องที่มันดูธรรมดาเกินไปขัดกับเจ้าของห้อง หล่อนหยุดสายตาที่ป้ายชื่อ แสดงท่าทีประหลาดใจเล็กๆขึ้นมาอย่างไม่คิดจะปกปิด แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา

ยอมรับเลยว่า คำว่า จิม มอริอาตี้ กับ มหาวิทยาลัย ยังคงฟังดูขัดแย้งกันในหัวของเธอหน่อยๆ
เกิดคำถามขึ้นในหัวอย่างช่วยไม่ได้
.

เขาเป็นศาสตราจารย์โดยผ่านการประเมินทางจิตมาได้ยังไง?

แน่นอนมันค่อนข้างเหลือเชื่อเลยที่นักจิตวิทยาระดับต้นๆของประเทศจะดูไม่ออก

.

“คุณกำลังประเมินผมอยู่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ส่วนไอรีนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขยับตัวเล็กๆให้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เริ่มใจเย็นลงนิดหน่อยจากที่หัวเสียในตอนแรก

“คุณผ่านการประเมินทางจิตจริงๆน่ะเหรอ? Psychopath อย่างคุณเนี่ยนะ?”
เขาแสดงท่าทีไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก

“บอกเรื่องเจ้าหนูโฮล์มส์มาก่อน แล้วผมจะบอกคุณ”
.

ไอรีนเม้มปาก ตัดสินใจระหว่างบอกทุกอย่างไปตามตรงและดัดแปลงข้อมูลนิดๆน้อยๆเพื่อตัวเธอเอง แต่พอคิดดูอีกทีการเล่นกับมอริอาตี้คงจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาด เขาไม่ใช่พวกใจอ่อนและเลาะแหละเหมือนโฮล์มส์ ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่น่ากลัว

“เขาได้ข้อมูลไปแล้ว ไหนคุณบอกว่าไม่มีวัน?”

“จอห์น วัตสัน เป็นตัวแปลที่คาดเดาได้ยาก..” และเธอก็เพิ่งสังเกตว่าเขามีท่าทีที่นิ่งขรึมกว่าทุกครั้ง ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่พูดด้วยทำนองขึ้นๆลงๆอย่างปกติด้วย

บทบาทศาสตราจารย์แบบนั้นมันทำให้เขาดูน่าขนลุกไปอีกแบบ

แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก
.
เธอกอดอก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง

.

“หรือแค่อยากให้ฉันเดินตามเกม?”

.

มอริอาตี้เลี่ยงไม่ตอบโดยการยกชาขึ้นจิบระหว่างที่ขยับหมากรุกซึ่งตั้งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ บังคับควีนของฝั่งสีขาว เขี่ยเบี้ยฝั่งสีดำออกจากกระดาน

พอรู้ว่าจะไม่ได้คำตอบไอรีนก็ถอนหายใจ
.

“บอกฉันสิ เรื่องที่คุณผ่านประเมินทางจิตน่ะ มันน่าสนใจจริงๆนะ?”

.

“สิ่งหนึ่งที่มองจากคนละด้านก็จะได้มุมมองที่ต่างกัน ผมก็แค่หมุนมันนิดหน่อย ให้คณะกรรมการเห็นสิ่งที่ผมต้องการให้เห็น”

เธอเลิกคิ้วประหลาดใจ

“แล้วสิ่งไหนที่คุณอยากให้เขาเห็น”

.

เขายิ้ม ไอรีนเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงมันก็ตอนนี้

.

“รู้ไหมว่าคนโรคจิตกับคนมีความรักเหมือนกันตรงไหน?” มอริอาตี้เปลี่ยนคำถาม ท่าทางกึ่งๆจริงจังทำให้เธอรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 19 ที่กำลังฟังอาจารย์บรรยาย โดยท่าเฉพาะท่าทางที่วางแขนทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ประสานมือเข้าหากัน โน้มตัวลงมาเล็กๆแบบนั้น มันให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามออกมา

“มันเป็นอาการทางจิตเหมือนกัน ทั้งสองอย่างเกิดจากสารเคมีในสมอง และคำว่า Psycho มีรากศัพท์มาจาก Psyche ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อความรักตามตำนานกรีก”

เธอเริ่มเข้าใจ

“งั้นสิ่งที่คุณทำก็แค่เป็นความโรคจิตของตัวเองให้กลายเป็นคนที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนงั้นเหรอ?”

ชายหนุ่มไม่ตอบ โคลงแก้วชาในมือแล้วมองมันเหมือนถูกสะกดจิต

.

“การแกล้งรักใครสักคนเป็นเรื่องที่ง่าย” ไอรีนให้ความเห็น ดวงตาคู่สวยมองเขา “การรักใครสักคนมันเป็นเรื่องที่ยากกว่า”

จิมแค่นเสียงเบาๆออกมาทีหนึ่ง

“คนที่มีความรักคือคนบ้า” น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นการวิจารย์มากกว่าการออกความเห็น

คนฟังโคลงหัว ฉายเเววเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยในดวงตาชั่ววูบแล้วก็กลับมาเรียบเฉย แล้วนั่งเงียบ
เหมือนต่างคนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด
.
มีเวลา
.
แต่ไม่มีความกล้า

.

“นายน่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณกรรมแทนจะเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์นะ” เธอพูดขึ้นในที่สุด บรรยากาศเงียบเชียบน่ะชอบนะ แต่จิมก็ยังทำให้มันกลายเป็นเยือกเย็นได้อย่างทุกที และนั่นเป็นสิ่งที่เธอเกลียด
.

“ปรัชญาและวรรณกรรมงั้นเหรอ? น่าเบื่อจะตาย” จิมพูด ตีสีหน้าปุเลี่ยนๆ

“คณิตศาสตร์ก็พอๆกันแหละน่า”

“อย่างน้อยๆมันก็ชัดเจนกว่า ขอบเขตของคำตอบมันชัดเจนกว่า”

เธอถอนหายใจ

แต่ที่เขาพูดมาก็ถูก และแต่ละคนก็มีสิ่งที่สนใจแตกต่างกันไป

.
เป็นอีกครั้งที่ทั่วทั้งห้องเงียบ
ไอรีนมองเขา แล้วก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง พอคิดว่าจะไม่ได้ข้อมูลหรืออะไรที่น่าสนใจจากตรงนี้อีกก็ควรจะไป
เธอรวบกระเป๋าถือเอาไว้ด้วยมือเดียว แล้วลุกขึ้นโดยที่ไม่ได้พูดบอกลา
.

จิมใช้เวลาเพียงชั่ววินาทีเพื่อคิดที่จะเรียกเธอเอาไว้

“เฮ้”
ไอรีนหยุดมอง แล้วจ้องตอบโดยที่ไม่พูดอะไร

.

ชายหนุ่มขยับยิ้มกว้าง

.

“ผมกำลังเป็นบ้า”

………………………………………………………………………………

จะมีใครเข้าใจบ้างว่าจิมกำลังสื่ออะไร 555

.

“อย่างที่ผมบอก คนที่มีความรักคือคนบ้า”

“ผมกำลังเป็นบ้า”

.

โครตอ้อม

[fanfiic] First met (chibigil X enkidu)

ฟิคโครตวูบ เป็นจักรวาล Fate go ค่ะ

pairing : chibiGilgamash X enkidu

……………………………………

ชั้นใต้ดินเป็นสถานที่ต้องห้าม แต่กิลกาเมชยังคงฉวยโอกาสลอบเข้าไปใด้อยู่ดี

แต่เขาไม่เคยเสียใจที่ทำลงไป

มันทำให้เราได้พบกัน

.

เด็กชายเดินไปตามทางโดยไร้เสียงฝีเท้า มือทั้งสองข้างจับไปตามผนังเพื่อนำทางเพราะตัดสินใจจะไม่ใช้คบเพลิง กลิ่นความชื้นและตะใคร่ลอยเข้ามากระทบจมูกอยู่ตลอดเวลา

บันใดวนสิ้นสุดลงที่หน้าประตูใหญ่ ข้างประตูทั้งสองด้านมีคบเพลิงปักอยู่ทำให้เขามองเห็นทุกอย่าง

แสงไฟวูบไหวสะท้อนอยู่ในแววตาเป็นประกาย

.

ในเมื่อมาถึงนี่แล้ว..

กิลกาเมชในวัยราวๆสิบปีผลักประตูให้เปิดออก เดินเข้าไปด้านในด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หลังบานประตูนั้นเป็นห้องโถงกว้าง มีโต๊ะตั้งของระเกะระกะกระจัดกระจายไปทั่ว โดยตรงกลางมีแท่นหินและมีร่างของใครคนหนึ่งนอนอยู่บนนั้น

เขาเหมือนโดนเวทมนต์สะกด

สองขาเดินเข้าไปใกล้อีกโดยแล้วใช้นัยน์ตาสีทองส้มมองอย่างพิจารณา

คว้ามือเรียวขึ้นมาจับอย่างไม่รู้ตัว

.

นั่นคือเวทย์มนต์

.

แสงสว่างจ้าทำให้กิลกาเมชต้องหลับตาลง พอรู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่อีกที่หนึ่งซึ่งไม้รู้จักเสียแล้ว

ร่างที่นอนอยู่เมื่อครู่กลับกลายเป็นยืนอยู่ตรงหน้าเขาและตรึงเขาเอาไว้ด้วยนัยน์ตาสีมรกตคู่นั้น

“ท่าน ท่าน” ร่างเพรียวเรียก “ท่านเป็นใคร?”

“ข้าคือกิลกาเมช แล้วท่านล่ะ” เด็กชายตอบกลับ

ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววประหลาดใจ

“มันออกจะเร็วไปหน่อยที่เราเจอกัน”

กิลกาเมชเอียงคอถามกลับอย่างสงสัย “ทำไม?”

“เพราะวันใดวันหนึ่งเราจะเจอกันอยู่แล้ว” อีกฝ่ายตอบพร้อมเกี่ยวผมทัดหู

“ทำไมท่านมั่นใจนัก?” เด็กชายถามขึ้นอีก “อนาคตไม่แน่นอน”

ร่างเพรียวขยับยิ้มพราย

“เพราะข้าเป็นของท่าน, หนุ่มน้อย”

.

“ข้าถูกสร้างมาเพื่อท่าน.. เพื่อท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น”

.

ในตอนนั้นกิลกาเมชได้ให้สัตย์สาบานกับตนเองในใจ

เขาต้องเป็นราชาที่ยิ่งใหญ่ เพื่อจะได้ครอบครองเอนคิดู

[fanfic star trek] 100 roses (spirk)

… คู่นี้มันกร๊าวใจจริงๆค่ะ…ทำให้สงสารหมอได้ตลอด ในฐานะคนโดนเมินแบบไม่ใยดี 5555555

pairing : spock X Kirk

……………………………………………………………………………………………..

เจมส์ เคิร์ก จะตื่นมาทุกเช้าพร้อมกับดอกกุหลาบที่ถูกตั้งเอาไว้หน้าห้องกัปตัน
บางวันเป็นกุหลาบแดง บางวันเป็นกุหลาบขาว
เขาเคยถามฝ่ายวิจัยว่ามีใครขอดอกกุหลาบไปจากสวนพฤกษศาสตร์บ้างหรือเปล่า แต่ทุกคนบอกว่าเปล่า ต้นไม้ทุกต้นและดอกไม้ทุกดอกยังคงอยู่ดี
.
แล้วเป็นฝีมือของใคร?
.
“มันไม่น่าแปลกเหรอโบนส์? ใครจะกุหลาบมาตั้งไว้ให้ฉันทุกๆเช้ากัน?” กัปตันบ่นในตอนที่เขานั่งอยู่บนเตียงพยาบาล ปล่อยให้นายแพทย์ใหญ่ประจำยานอย่างคุณหมอแมคคอยตรวจร่างกายตามตาราง เพราะโดดหนีมาสองรอบติดกันแล้ว และเขารู้ว่าต่อให้ไม่ชอบแค่ไหน แต่การโดดครั้งที่สามติดกันอาจมีการฆาตกรรมโดยฝีมือของหมอเองนั่นแหละ
จิมยังมีภาระหน้าที่เยอะเกินกว่าจะกลายเป็นศพในตอนนี้
“อาจเป็นแฟนคลับนายสักคนไงพ่อคนดัง” นายแพทย์ตอบอย่างไม่ค่อยสนใจนักระหว่างละมือมาก้มหน้าก้มตากด PADD พิมพ์รายงานผลการตรวจสุขภาพ ส่วนกัปตันพอได้ยินอย่างนั้นก็กรอกตาไปมา
“แต่ตั้งสามเดือน ใครจะไปมีความอดทนขนาดนั้น?”
แมคคอยเงยหน้าขึ้นมาหาเพื่อนสนิท
“เยอะแยะ ขนาดพยาบาลมีอายังเป็นคนมีความอดทนอยู่กับฉันได้เป็นปี หรืออูฮูร่า หรือสป็อค พวกเขามีความอดทนกันทั้งนั้น ฉันว่าประเด็นสำคัญคือใครอยากให้ดอกไม้นายมากกว่า”จิมขมวดคิ้วมุ่น “แล้วนายคิดว่าใคร?”
“ที่แน่ๆฉันไม่พิศวาสแกถึงขั้นตามให้ดอกไม้ทุกเช้าแล้วกันว่ะ”
พอได้ยินอย่างนั้นคนเป็นกัปตันก็ขยับยิ้ม “นายก็น่าสงสัยนะ”
“หมดธุระก็ออกไปได้แล้วไป! เชคอฟ นายเป็นคิวต่อไป!”
จิมยังคงไม่วายส่งยิ้มยิ้มล้อเลียนทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินออกไป
.
หมดอัลฟ่าชิบแล้วจิมเลยตรงไปที่ห้องพัก เขาเดินเข้าไปในห้องโดยที่เหลือบมองครอบแก้วโดยที่ภายในมีกุหลาบของทุกๆวันใส่รวมๆเอาไว้ในแจกันจนกลายเป็นช่อโต
ครอบแก้วช่วยเก็บรักษาให้ทุกดอกยังคงดูสดไม่ต่างจากบนต้น
เขาใส่ของวันนี้เข้าไปด้วย
รวมทั้งหมดเป็น 92 ดอกพอดี
บางทีนะ… บางที พวกมันอาจมีความหมายอะไรบางอย่างเพียงแต่เขาไม่รู้ก็ได้? และตัวเขาเองก็ไม่รู้ความหมายของดอกไม้ด้วย
จิมหยิบ PADD ของตนเองขึ้นมาพิมพ์ จัดการค้นหาข้อมูลความหมายของดอกไม้
กุหลาบแดงหมายถึงฉันรักเธอ ส่วนกุหลาบเขาหมายถึงความรักที่บริสุทธิ์
แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะค้นหาอะไรอีก เลยทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
.
วันรุ่งขึ้น มื้อเช้า

.
จิมเจอกับแมคคอยที่ส่วนห้องอาหาร เขาเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆโดยที่ไม่ได้สนใจจะขออนุญาตแต่อย่างใด ฝ่ายแมคคอยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วย
“เฮ้ โบนส์” จิมทัก ส่วนคุณหมอพยักหน้าหงึกหงักแล้วกลืนขนมปังลงคอ ก่อนทักตอบตามมารยาท
“ว่าไงจิม”
“ฉันรู้ว่านายมันเสือผู้หญิง” แมคคอยไม่ค่อยมั่นใจนักว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรจะภูมิใจหรือเปล่า
“แล้วไง?”
“บอกฉันทีสิว่าดอกกุหลาบ 93 ดอกนี่มันหมายความว่ายังไง?”
ชายหนุ่มหยุดคิดไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะโปรยรอยยิ้มเสน่ห์แดนใต้ที่ภูมิใจหนักหนาเป็นนัยยะ
“นายต้องรู้เอง”
จิมตีหน้ามุ่ยอย่างเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาทันที “นายก็บอกฉันสิ!”
แต่คนเจนโลกก็ยังคงเอาแต่ยิ้ม ลุกขึ้นยืนพร้อมกับตบบ่าเพื่อนสนิทพูดให้คิดก่อนหนีหายไปเฝ้าห้องพยาบาลตามหน้าที่
.
“เฮ้ ฟังนะ เชื่อฉันเถอะว่านายควรจะฟังจากคนที่ให้กุหลาบกับนายเองมากกว่า อีกไม่กี่วันหรอก เมื่อกี้นายบอกว่า 93 ใช่ไหม? ก็แค่อีกหกวัน หรืออาจเจ็ดวัน แค่นั้นเอง”
.
จิมก้มหน้าลง รัวนิ้วเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะคว้าขนมปังกับแล้วตัดสินใจทิ้งซุป เพื่อเดินไปทำงานที่ห้องควบคุม

หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคำพูดนั้นเล่นงานหนักขนาดไหน

.

เขาเผลอรอคอยอย่างใจจดใจจ่อโดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้ว
.
กุหลาบดอกที่ 100 วันที่เจ็ดหลังจากที่เขาจับเวลานับถอยหลังในใจตั้งแต่หลังจากที่คุยกับโบนส์ไปวันนั้น

กัปตันตื่นเช้าด้วยท่าทีสดใสกว่าปกติ

เพราะเมื่อวานไม่มีอะไรพิเศษ ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันต้องเป็นวันนี้

.

เขาลุ้นระหว่างที่ประตูเปิดออก แวบเเรกก็แอบเสียดายเมื่อเห็นเป็นกุหลาบอยู่อย่างเดิม แต่พอหยิบขึ้นมาจึงเห็นว่ามีกระดาษโน้ตเล็กๆคล้องเอาไว้ด้วย
.
กุหลาบ 100 ดอก, ผมอุทิศชีวิตนี้เพื่อคุณ
.
ถึงโน้ตจะไม่ได้ลงชื่อ แต่ตอนเขาก็รู้แล้วว่าฝีมือใคร มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาจำลายมือได้ดี
เขาจึงตัดสินใจจะเก็บมันลงไว้ในกระเป๋าพกติดตัว แล้วเขากะอัลฟ่าชิบโดยที่ทำดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงตอนแรกจะใบหน้าร้อนผ่าว แต่ก็เก็บอาการเอาไว้ได้อย่างแนบเนียบ
.
สป็อคยังคงมาทำงานเหมือนทุกวัน เฝ้าอยู่ที่สถานีเยื้องไปทางด้านขวาหลังเขา
สป็อคเป็นวัลแคน และทำงานควบสองกะโดยอ้างว่าวัลแคนพักผ่อนน้อยกว่ามนุษย์
ตอนแรกจิมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่พออีกฝ่ายยืนยันเขาจึงยอมแพ้ เพราะวัลแคนก็หัวดื้อพอๆกันนั่นแหละ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ฝืน วันไหนจะพักก็ขอให้แลกเวรกับเขาก็ได้
.

“กัปตันดูอารมณ์ดีนะครับ” ซูลูทัก จิมยิ้มหวาน แต่ไม่ยอมตอบอะไร

.
เขาเดินเข้าห้องพยาบาลเพื่อไปหาแมคคอยเหมือนตามปกติเมื่อหมดอัลฟ่าชิบ
“ว่าไง” แมคคอยทักอย่างอารมณ์ดี พอเห็นได้ชัดว่าวันนี้ไม่ได้ปะทะฝีปากกับใครมาให้อารมณ์เสียเล่นๆ “รู้แล้วหรือยังล่ะว่าใครแฟนคลับนาย?”
“รู้แล้ว” จิมตอบ ส่วนแมคคอยโคลงหัว
“ให้ฉันเดานะ… สป็อค”
ชายหนุ่มตาโตขึ้นมาทันที ร้องถามกลับอย่างประหลาดปนตกใจ “นายรู้ได้ไง!?”

หมอผีหรือไงน่ะ?
“เพราะถ้าเป็นผู้หญิงนายจะไม่มาหาฉันที่ห้องพยาบาลหรอก ไอ้เสือร้าย แถมที่สำคัญ ฉันเคยเห็นบางครั้งว่าไอ้หนูผีหูแหลมนั่นมันชอบแอบมองแก”
“แล้วฉันควรทำไง?”

หมอแมคคอยพอได้ยินคำถามนั้นก็ถอนหายใจเอือมๆแล้วเดินหนี
“ไม่รู้โว้ย! เรื่องของตัวเองก็เคลียร์กันเองสิวะ! ฉันเป็นหมอ ไม่ใช่นักบำบัดจิต!”
รู้สึกผิดชะมัดที่ตามใจจนจิมไม่รู้จักโต….ให้ตายสิ
.
จิมเดินเล่นไปมา หาที่นั่งเล่นจนกว่าจะหมดอีกกะ
พอได้เวลาก็ลุกขึ้นเดินไปหน้าห้องของรองกัปตันในทันที สป็อคเพิ่งมาถึงหลังเขาไม่นาน มองด้วยความประหลาดใจเล็กๆ
“นี่ฝีมือนายใช่ไหม?” จิมหยิบโน้ตอันเล็กขึ้นมาส่งให้ วัลแคนมองโน้ตอันนั้นแหละกัปตันของเขาสลับกันไปมา
“ครับ”
“ดอกไม้นั่นก็ไอเดียนาย?”
“…ครับ..”
“ฉันคิดว่ามันจะไม่สมเหตุสมผลซะอีก”
สป็อคเงียบ ในขณะที่จิมกอดอกรอฟังคำตอบ
.
“มันสมเหตุสมผลครับ” เขาพูดขึ้นในที่สุดด้วยท่าทีกังวลใจเล็กๆ “มันสมเหตุสมผลที่คุณสมควรจะรู้ครับ..”
.
“สิ่งที่อยู่ในโน้ตเป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกคุณครับจิม”
จิมขยับยิ้มซุกซน
“นายควรจะบอบฉันตรงๆนะรู้ไหม?”
พอพูดอย่างนั้นสป็อคก็เลยสบตาด้วยท่าทีจริงจัง
.
.
“ผมรักคุณ”

[fanfic sherlock] The letter (SherlockXIrene)

Pairing : Sherlock Holmes X Irene Adler

อย่างลองภาษาใหม่ๆดูน่ะค่ะ… เลยลองแต่งแบบภาษาเวอร์ชั่นหนังสือดู

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ข้าพเจ้ายังคงลังเลใจเสมอในตอนที่กำลังเขียนต้นฉบับเล่มนี้

อย่างที่ทุกท่านทราบในการจดบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ และตีพิมพ์ออกมานั้น ทุกเล่มล้วนแต่เป็นคดีแปลกประหลาดและพิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด ในขณะที่เรื่องที่ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงนี้นั้น เป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน เป็นเรื่องราวของโศกนาฏกรรมที่แสนเศร้าโดยที่รับรู้มาถึงตัวเพื่อนของข้าพเจ้า

.

สุดท้ายข้าพเจ้าจึงตัดสินใจจะตีพิมพ์ต้นฉบับเล่มนี้ โดยภาวนาว่าเธอจะรับรู้ถึงความเสียใจที่เกิดขึ้น
.
จดหมายฉบับหนึ่งมาถึงมือของเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ด้วยความกรุณาของมิสซิสฮัดสันในตอนที่เราทั้งคู่กำลังกินเช้ากันอยู่พอดี

เขาเปิดอ่านด้วยสีหน้าไม่ใคร่ดีนัก แล้วส่งต่อมาให้ข้าพเจ้าอ่านโดยที่ไร้ท่าทีกระตือรือร้นโดยสิ้นเชิง

พอรับมาอ่านข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจดหมายฉบับนั้นส่อแววประหลาดอยู่ในตัวของมันเอง

เนื้อความในจดหมายเขียนว่า สุขสันต์คริสต์มาสต์ ด้วยลายมือบรรจง ทั้งๆที่ตอนนี้เพิ่งจะขึ้นเดือนเมษายนเพียงเท่านั้นเอง อีกทั้งชื่อผู้เขียนที่ปรากฏอยู่ท้ายจดหมายนั้นก็ฟังดูประหลาดอยู่ ข้าพเจ้าเกรงว่าจะมีเพียงแค่คนหรือสองคนในลอนดอนที่จะมีชื่อ เรย์เน่ ดาเรล อย่างที่ปรากฏไว้

“กันเกรงว่า มีใครสักคนเล่นตลกกับเราล่ะ โฮล์มส์” ข้าพเจ้าพูดขึ้น แล้วพลิกกระดาษในมือไปมา แต่ก็ไม่มีเนื้อความใดปรากฏมากไปกว่านั้น พอคิดว่าตนจะพบอะไรมากขึ้นไปอีกไม่ได้จึงส่งมันคืน

“ในทางกลับกัน วัตสันเอ๋ย นี่ส่อถึงอันตรายอย่างบรรลัย” เขาตอบ ในขณะที่ข้าพเจ้ายังคงมองไม่เห็นความเป็นจริงในข้อนั้นได้เลย

สำหรับตัวข้าพเจ้าเองนั้น ยังคงมองจดหมายนั้นเป็นเพียงข้อผิดพลาดหรือการเล่นตลกของใครบางคนไม่เห็นเป็นอื่น

“ยังไงกัน?”

“หล่อนเป็นคนฉลาดอย่างอุกฤษฏ์ หมอ, เห็นได้ชัดว่าจดหมายนี่ถูกวางแผนเอาไว้แล้ว มันเป็นคำบอกลาที่หล่อนอยากกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทว่าเวลานั้นกลับมาถึงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาด”

ข้าพเจ้ามองนักสืบเชลยศักดิ์ด้วยความประหลาดใจอย่างถึงที่สุด

“กันยังคงมองไม่เห็นความจริงในข้อนั้น”

“ดูชื่อที่ลงท้ายจดหมายนั่นซี แกยังคงไม่เห็นรึ? อย่างเคยวัตสัน แกมองเห็นแต่ไม่ได้สังเกตมัน หล่อนใช้เกมกลสลับอักษรอย่างง่ายๆนั้นสร้างชื่อใหม่ขึ้นมา”

ข้าพเจ้าพยายามนึกตาม แต่ยังคงมองไม่เห็นภาพว่า เรย์เน่ ดาเรล จะกลายเป็นชื่ออื่นไหนได้เลย

“ไอรีน แอดเลอร์”

โฮล์มส์พูดขึ้นในที่สุด ทว่าชื่อนั้นยิ่งสร้างความประหลาดใจให้ข้าพเจ้าเข้าไปอีก

“หล่อนรอดพ้นแล้วไม่ใช่รึ? ใครต้องการลมหายใจของหล่อนกัน?”

เขาลุกขึ้นเดินไปหน้าเตาผิง หยิบกล้องไม้แล้วบรรจุด้วยยาสูบอย่างอ่อนจากฮอลันดา จุดไฟกับไม้ขีดก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม

“ลูกค้าเก่าแก่ของเรานั่นแล วัตสัน แกต้องยอมรับเสียล่ะว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยอมให้อะไรมาแปดเปื้อนเกียรติยศของเขาไปได้เลย พวกเขาคงได้ภาพที่ต้องการและทำลายมันลงไปแล้ว พร้อมกับชีวิตของหล่อน”

ข้าพเจ้าฟังแล้วรู้สึกสลดใจอยู่ไม่น้อย “เกียรติยศสำคัญถึงกับต้องเข่นฆ่ากันเลยรึ?”

สหายของข้าพเจ้ารับฟังก็ถอนหายใจออกมา

“สำหรับบางคนนะ วัตสัน สำคัญยิ่งกว่าตัวตนของเขาหรืออะไรทั้งมวล”

.

แล้วบางสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นก็ปรากฏสู่สายตาในวันนั้นเอง มันเป็นความเจ็บปวดที่มากล้น ข้าพเจ้าไม่เคยมองเห็นมันเลยสักครั้ง เพราะในปกติแล้ว คดีที่เกิดขึ้นทุกๆคดีนั้นเป็นความจรรโลงใจอย่างหนึ่งในแบบของเขาเอง

“แกเสียใจ” ข้าพเจ้าทัก ด้วยความเป็นห่วง

ซึ่งเขาเองก็พยักหน้ายอมรับโดยที่ไม่โกหก

“คนเราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญก็ต่อเมื่อเสียไป กันยอมรับ” เขาพูด ก่อนจะวางกล้องลงแล้วยกไวโอลินขึ้นประทับบ่า

เล่นเพลงเป็นทำนองที่แสนหวานและเพ้อฟัน

ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความเงียบสงบ

เพราะรู้ว่าเพลงนี้เขาบรรจงเรียงร้อยดนตรีขึ้นมาเพื่อแทนตัวของ ผู้หญิงคนนั้น

.

“แด่เธอคนนั้น”

………………………………………………………..

ปล. Reine Darel

อย่างที่เชอร์ล็อคบอกค่ะ สลับมาจาก Irene Adler ลองสลับดูนะ

[fanfic sherlock bbc] Last game (MoriatyXIrene)

แฟนฟิคแก้บนค่ะ ได้ 5ดาว สมใจอยากแล้ว

Pairing : Jim Moriary X Irene Adler

…………………………………………………………………………………….

มอริอาตี้เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นไอรีนจิบชาด้วยท่าทีเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง

“มีอะไร?” เขาถาม

“คุณไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง?” เธอถามกลับ ขณะที่เขาค่อยๆเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานของตนเอง และถามต่ออีก

“ผมควรจะรู้สึกอะไรล่ะ?”

“กังวล เครียด…ไม่รู้สิ มันควรจะเป็นอะไรบางอย่าง เพราะตอนนี้เชอร์ล็อค โฮล์มส์กำลังจะฆ่าคุณอย่างช้าๆนะ” เธอตอบ และรินน้ำชาให้

เขาแสยะยิ้ม เริ่มอธิบายด้วยสำเนียงขึ้นๆลงๆคล้ายร้องเพลง “มันเป็นหมากตาสุดท้ายของเขา และต่อไปจะเป็นหมากต่อไปจะเป็นตาสุดท้ายของผม”

ไอรีนไม่ได้รู้สึกเข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ลางสังหรณ์ของผู้หญิงกำลังร้องเตือนเธอว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่เลย

“คุณเคยบอกว่าคุณจะเลิกทำงานใช่ไหม?” หล่อนมองเขาด้วยความประหลาดใจ “หมายความว่ายังไง?”

“หมากตาสุดท้ายของผม”

แล้ว จิม มอริอาตี้ ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลยตลอดเวลาน้ำชาในบ่ายวันนั้น

.

เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ไม่ใช่ฮีโร่ ในทางกลับกัน เขาเป็นหมาป่าในชุดแกะ ที่เป็นผู้นำฟูง และชี้ตัวใดตัวหนึ่งขึ้นมาว่า “นั่น! หมาป่าปลอมตัวมา!” ก่อนที่ทุกๆตัวจะแตกตื่นและร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “นั่น! หมาป่า!!

มอริอาตี้รู้ตัวดี เขาเป็นแกะตัวนั้น

ที่กลายเป็นหมาป่าไปแล้วในความคิดของทุกๆคน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่พอใจจริงๆหรอก..

ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่มันรบกวนจิตใจและความคิดเขามากที่สุดกลับเป็นสิ่งที่หมาป่าตัวจริงนั้นจดจ้อง และพยายามจะมันขโมยไป

.

หัวใจ

.

เธอเป็นของเขา

.

มอริอาตี้ไม่อยากจะยอมรับ แต่โฮล์มส์ ก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันกับเขา

โดยไม่สนวิธีการ ขอให้ไปถึงที่หมายก็พอ

.

อยู่ๆไอรีนก็โดนตามตัวให้ไปที่รพ.เซนต์บาร์ธ เธอออกจะหัวเสียอยู่หน่อยๆกับความกะทันหัน แต่ทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้งและแทนที่ด้วยความสงสัยเมื่อเขาส่งข้อความสุดท้ายมาให้

[หมากตาสุดท้าย]

.

“ถ้าผมตาย” มอริอาตี้เริ่มพูด “ให้เดินทางไปที่อยู่ในนี่” เขายื่นกระดาษเล็กๆใบหนึ่งมาให้ “จะเจอคนของเราที่นั่น เขาจะจัดการทุกอย่างให้ตามทที่เธอต้องการ”

.

ไอรีนกำกระดาษในกระเป๋าเสื้อโค้ดแน่น คาดหวังว่าเธอจะไม่ต้องใช้มัน

.

ถ้าเขาตาย ทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนที่วางไว้

เชอร์ล็อคจะเลิกไล่ล่า ไอรีนจะได้มีโอกาสทำตามใจต้องการ

พอคิดได้อย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะยกปืนขึ้นมา ยัดใส่ปาก ลั่นไกให้ลูกกระสุนทะลุสมอง

.

หมาป่าในคราบแกะจะไม่มีวันได้หัวใจ

และหัวใจจะเป็นอิสระอย่างที่มันต้องการ

.

เธอไม่ใช่ของเขา แต่ยังคงอยู่ในใจตลอดกาล