[fanfic sherlock] showcase part 2

————————————————————————————————————

เป็นเรื่องที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของพ่อลูกโฮล์มส์อย่างเชอร์ล็อคและคลาร่าเป็นไปในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

เพราะอย่างนั้นเวลาจิบชายามบ่ายจึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีและผ่อนคลาย

แต่อึดอัดและตึงเครียดที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

คลาร่าจึงแอบเรียกมันว่า เวลาสอบสวน เพราะเวลาจิบชาในครอบครัวของเธอมีไว้แต่เฉพาะซักถามข้อมูลอะไรสักอย่างที่ต้องการเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อกระชับความสัมพันธ์แต่อย่างใด.

.

“บอกมา” คลาร่าเลื่อนสายตาจากชาในถ้วยไปหยุดอยู่ที่เขาระหว่างตีหน้าซื่อแกล้งประหลาดใจกับคำถามที่ได้ยินด้วยท่าทีไร้เดียงสา

แต่พอดวงตาคมคู่นั้นหรี่ตามองมาด้วยสายตารู้ทันเธอก็แค่นหัวเราะ ยอมถอดหน้ากากออก

ค่อยๆเผยให้เห็นร่องรอยความเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏอยู่ใบบนหน้าที่ละนิด โดยเฉพาะตอนที่ดวงตาคู่นั้นมองข้ามเขาไปยังโต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารระเกะระกะเต็มไปหมดอย่างมีนัยยะ

“พ่อน่าจะรู้ทุกอย่างอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ?” เธอพยักเพยิดไปทางกองเอกสารพวกนั้นพลางลากสายตากลับมาสบตาเขา “อาจรู้ดีกว่าที่หนูรู้ด้วยซ้ำ”

.

“ยกเว้นก็แต่หลักฐานที่ลูกเอาไป” เชอร์ล็อคพูดตอบกลับด้วยความใจเย็นอย่างถึงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

จรดปรายนิ้วของมือทั้งสองข้างเข้าหันกันอย่างที่ชอบทำทุกครั้งเมื่อต้องใช้ความคิด.

และนั่นทำให้เธอเผลอเม้มปากเข้าหากันแน่น.

“หนูไม่ได้เอาอะไรไป”

.

โกหก

.

เขาตราหน้าผ่านสายตา และจับแววความไม่พอใจที่ปรากฏอยู่ชั่ววูบในดวงตาของลูกสาวได้ทันท่วงที

“ลูกเอาหลักฐานไป” เขาย้ำ และพอเห็นคลื่นความไม่พอใจปรากฏขึ้นมาอีกวูบก็เหยียดยิ้มออกมา พอรู้แล้วว่าตัวเองมาถูกทางก็ย้ำเสียงเข้มขึ้นมาอีกรอบ.

“ลูกเอาหลักฐานไปจากที่เกิดเหตุ”

.

ที่เกิดเหตุ” คลาร่าทวนคำเสียงขึ้นจมูก กรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่ายไม่คิดจะปกปิด แต่ในหัววางแผนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างว่องไว และคำนวณความเสี่ยงที่จะสำเร็จอยู่ในหัว ก่อนที่จะเพิ่งรับรู้ว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเลขและความน่าจะเป็น สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการถ่วงเวลาจนกว่าเธอจะคิดหาทางรับมือได้ต่างหาก

“พ่อหัดใช้คำว่า ที่เกิดเหตุ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?”

.

“แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ลูกหัดขโมยหลักฐานไป?”

.

คลาร่าก้มลงจิบชา และรู้สึกว่ารสชาติหวานหอมนั้นกร่อยลงไปกว่าครึ่ง

“มันเป็นของหนู”

เธอเริ่มเรียนรู้ว่าครั้งนี้การโกหกไม่ได้ช่วยอะไร

“มันไม่ใช่ของลูก”

ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ในขณะที่มือเรียวเผลอกระแทกถ้วยชาลงกับโต๊ะอย่างไม่ตั้งใจ แต่เสียงนั้นมันดังกังวานทั่วห้องและราวกับเป็นสัญญาณเตือนว่าความอดทนของทั้งสองคนต่างก็พังลงพร้อมๆกัน.

.

ในเมื่อโกหกไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบอะไรเสียดีกว่า

.

คลาร่าลุกขึ้นยืนแล้วจ้ำอ้าวข้ามห้องไปยังโซฟา ดึงแขนโรซี่ที่นั่งฟังอย่างเงียบมาตั้งแต่ต้นให้เดินตามไปด้วย

แล้วเธอก็เดินออกไปโดยไปโดยที่ไม่เหลียวหลังกลับมามองแม้แต่นิดเดียว ปิดประตูห้องตามหลังเสียงดังด้วยอารมณ์ แต่ไม่มีใครดุเพราะรู้ว่ายิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟ

.

โรซี่มองคลาร่าที่กอดอก พ่นลมหายใจพยายามจะจัดการให้ตัวเองอารมณ์ดีขึ้นแล้วก็คิดว่ายังอยู่ในระดับที่ดวงคุมตัวเองได้ก็ค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย

“แล้วคืนนี้จะยังให้พี่ค้างที่นี่อยู่อีกหรือเปล่า?”

คนเป็นน้องพยักหน้าหงึกหงักแทนคำยืนยันแล้วเดินนำขึ้นไปชั้นบนที่เป็นห้องนอนแยกอีกห้องสำหรับตนเอง ส่วนมือก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาจากเสื้อโค้ท ติดต่อหาเบอร์ที่คุ้นเคยดีอย่างรวดเร็ว.

“ยังสายไปหรือเปล่าคะสำหรับข้อตกลงที่เราเคยคุยกันไว้?”

..

ร่างเพรียวยืนพิงกรอบประตู โดยที่ดวงตาสีเทาจับจ้องไปที่น้องสาวที่ดูอารมณ์ดีขึ้นมาฉับพลันอย่างไม่วางตา มั่นใจว่าคลาร่าต้องวางแผนอะไรเอาไว้ในใจเสร็จสรรพตั้งแต่เดินออกมาจากห้องนั้น

.

“คิดจะทำอะไร?”

.

คลาร่าขยับยิ้มขึ้นมาขณะที่เลื่อนสายตาไปมองนาฬิกาเหนือประตูแล้วหันกลับมามองพี่สาวเหมือนอย่างเดิม “นอนน่ะสิ”

.

คนฟังมองรอยยิ้มด้วยสายตาไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที

“ไม่ใช่ว่ามีแผนอะไรอยู่หรือไง?..”

.

และนั่นทำให้เด็กหญิงขยับยิ้มกว้างขึ้นมากกว่าเดิม ดวงตาเป็นประกายเหมือนสะท้อนดวงดาว

ระหว่างที่ยกนิ้วขึ้นมาจรดริมฝีปาก ส่งสัญญาณว่าให้เงียบอย่างไม่จริงจัง ไม่ยอมตอบคำถามนั้นโดยทันที

ทิ้งให้คนถามต้องส่ายหัวอย่างระอา

รอตายเอาดาบหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอ.

แต่เธอเชื่อมั่นในตัวคลาร่า..

.

.

.

โรซี่ถูกปลุกให้ตื่น ดวงตาคู่สวยตวัดมองนาฬิกาก่อนอย่างแรกและพบว่ามันเป็นเวลาตีสอง เธอจึงหันมามองน้องสาวตัวดีที่เป็นคนปลุกเป็นอย่างที่สองแบบเคืองๆ

“มีอะไร?”

“หยิบของแล้วออกไปกันได้แล้ว” คลาร่าตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังไปกว่ากระซิบ ระหว่างที่ยัดไฟฉายใส่มือเธอ แล้วรั้งแขนให้ลุกขึ้นจากเตียงตามลำดับ ปิดท้ายด้วยการโยนเสื้อโค้ทมาให้แบบลวกๆ

“เดี๋ยว นี่เราจะไปไหนกัน?”

.

คลาร่าหันมายิ้มตอบกลับเสียงใส “ทำตามแผนไง”

แล้วเธอก็โยนเชือกไปลงจากหน้าต่าง คว้าเก้าอี้มาแล้วปีนลงไปอย่างคล่องแคล่วเสียจนน่าแปลกใจ

“รีบๆตามมาเร็ว!

คนฟังมองทุกอย่างแล้วเม้มปากแน่น ไม่มีทางเลือกอะไรอื่นแล้ว

อย่างน้อยๆเธอก็ปล่อยให้คลาร่าไปก่อเรื่องเองคนเดียวไม่ได้.

.

มือเรียวคว้าเชือกขึ้นมาถือไว้ แล้วปีนตามลงไปอย่างระมัดระวัง.

.

“ขอให้นี่มันเป็นทางเลือกที่ดีแล้วด้วยเถอะ…..” โรซี่ภาวนา ก่อนจะพ่นลมหายใจ เรียกความกล้าของตัวเองออกมา.

.

ทั้งสองคนมายืนอยู่ด้านหลังตึก คลาร่ากระตุกเชือกรอบหนึ่งจนปมด้านบนมันหลุดออกแล้วเธอก็ม้วนมันซ่อนเก็บไว้แถวๆนั้น แล้วหันไปมองพี่สาวที่กำลังสวมเสื้อโค้ทให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเพราะอากาศตอนกลางคืนในฤดูใบไม้ร่วงหนาวจับใจ.

“เรากำลังจะไปไหนกัน..” โรซี่ถามโดยลมหายใจของเธอกลายเป็นควันขาวๆ

.

“สก็อตแลนด์ยาร์ด”

[fanfic sherlock] showcase part 1

คุยกันนิดดด

อันนี้เป็นฟิคเชอร์ล็อครุ่นลูกนะคะ โดยอิงจากเวอร์ชั่นซีรี่ย์ค่ะ วางแผนไว้ราวๆสิบตอนเลยค่ะ…..

.

——————————————————————————————————————————–

เสียงปืนดังลั่น พร้อมๆกระสุน .40 ที่วิ่งทะลุอก

คนตายล้มลงกับพื้นโดยที่ไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
.

เขาก้มลงเก็บปลอกกระสุนอย่างใจเย็น

แล้วเดินเข้าไปทำตามขั้นต่อไปของแผน

โดยที่ปากยังคงพึมพำท่องพระคัมภีร์ สลับกับสารภาพบาปอันใหญ่หลวงในมือ

แต่เขารู้ดีกว่าใครว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่มีวันเห็นใจเขาหรอก
.

…………………………………
.

เด็กหญิงวัยสิบปีเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง แล้วเขย่งเท้า ชะโงกหน้าโดยพยายามจะมองเข้าไปด้านในที่เกิดเหตุ สอดส่องสายตาไปทั่วเท่าที่จะทำได้

เธอรู้อะไรมากกว่าที่พวกตำรวจรู้

ศพนั้นถูกใช้เพื่อส่งข้อความมาถึงโฮล์มส์
.

ไม่ใช่เชอร์ล็อค แต่เป็น คลาร่า โฮล์มส์
.

ดวงตาคู่โตกวาดกลับมาหยุดลงที่มือตัวเอง เริ่มวางแผนอย่างว่องไว
.

“คุณลุงคะ” เธอหันไปเรียกตำรวจนายหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าเศร้า ปนๆไปกับตื่นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างชี้นิ้วไปที่ร่างไร้วิญญาณ “นั่น.คุณอา?….เขาใช่ คุณอาของหนูหรือเปล่าคะ?…”

ตำรวจคนนั้นอ้าปากจะพูด แต่พอเห็นสีหน้าเด็กหญิงก็เปลี่ยนใจหันไปเรียกอีกคนให้เดินมาตรงนี้แทน

คลาร่ารีบพูดทันทีอย่างร้อนใจด้วยน้ำตารื้นที่ขอบตาตอนที่ตำรวจอีกคนเดินเข้ามาสมทบ “หนูอยากมั่นใจว่าเขาเป็นคุณอาของหนู..”
.

เพียงแค่นั้นเธอก็ได้เดินเข้ามาในที่เกิดเหตุ ตรงไปยังศพโดยไม่ต้องเสียเวลาไปมากกว่านั้น
.

“เป็นเขา… เป็นเขาจริงๆด้วย” คลาร่าพูดพึมพำในลำคอ แล้วจ้องตาตำรวจทั้งสองคน “หนู…ขออยู่คนเดียวสักพักได้ไหมคะ?”

ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเหล่ตาลงมามองเธออย่างชั่งใจ

แต่พอเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มพร้อมกับสีหน้าสลดของเด็กหญิงก็ยอมถอยออกไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวตามต้องการ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองตกหลุมพรางเล็กๆของเด็กตรงหน้าเข้าเต็มๆ
.

คลาร่าหยุดตีหน้าเศร้าในทันทีที่ไม่มีใครจับตามองแล้วปาดน้ำตาออกลวกๆด้วยหลังมือ เธอมองทุกอย่าง เพื่อจดจำข้อมูลให้มากที่สุดลงสู่ สมอง

ทุกอย่างไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งของธรรมดาที่คุณจะพบได้ทั่วไปในที่เกิดเหตุทุกแห่ง

เธอเลยหันมาให้ความสนใจกับข้อความบนแขนที่ตั้งใจทิ้งไว้เป็นอย่างสุดท้าย
.

มันเป็นรอยมีดกรีดบนผิวหนังอย่างประณีต เห็นได้ชัดว่าเกิดหลังจากเสียชีวิตแล้ว
.

I’m back
.

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า ในขณะที่เธอพาร่างตัวเองเคลื่อนเข้าไปใกล้มากกว่านี้อีกนิด แกะกำลังข้อมือเงินที่คล้องอยู่กับแขนข้างนั้นอย่างเบามือ มันเป็นกำไลเรียบๆ ที่มีรอยสลักอยู่โดยรอบ เป็นรหัสตัวเลขบางอย่างที่เธอค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเป็นกุญแจไปสู่อะไรบางอย่างแน่นอน แต่ที่แน่นอนคือมันเป็นข้อความที่ส่งมาถึงเธอ
.

แล้วคลาร่าก็รีบเดินออกมาจากตรงนั้นก่อนที่ใครจะได้ทันสังเกต เธอเดินเข้าไปหาเด็กสาวอีกคนที่ยืนกอดอกมองมาหน้ามุ่ย ไม่ใช่อาการเอาแต่ใจ แต่เป็นอาการไม่พอใจแบบที่พี่สาวกำลังจะดุ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นน้องสาวต่างสายเลือดก็ตามที

“คลาร่า!”

เจ้าของชื่อยิ้มหวานประจบ ระหว่างเก็บกำไลใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท “ว่าไงคะพี่โรซี่?”
ดวงตาสีนิลตวัดมองกำไล ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบคนตรงหน้าโดยที่ไม่ได้พูดถึงมัน

“ห้ามหนีมาคนเดียวแบบนี้อีก!”

คนฟังเอียงคอ ดูน่ารักน่าชัง แล้วอธิบายเสียงนุ่มนิ่มน่าฟัง สวมหน้ากากเด็กดีแบบมิดชิด เสียอยู่อย่างเดียวคือคนเป็นพี่นั้นโตมาด้วยกันจนรู้นิสัย

“หนูต้องแอบเข้ามา คนเดียวมันจะสะดวกกว่าค่ะ”

โรซี่ขมวดคิ้ว เริ่มตามไม่ทันเพราะรู้ว่าคลาร่าไม่เคยต้องแอบเข้าไปที่เกิดเหตุ อาศัยชื่อโฮล์มส์ก็ผ่านเข้าไปง่ายๆได้ทุกครั้งอยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องลำบากอะไรมากมาย
.

เธอมองพี่สาว ดูออกในพริบตาว่าสงสัย และเธอก็มั่นใจในตัวโรซี่ว่าเป็นคนฉลาดมากกว่าที่เห็น เพียงแต่อาจไม่เฉลียวเท่านั้นเอง และเรื่องอย่างนี้พอจะขัดเกลากันได้บ้าง คลาร่าเลยตัดสินใจจะถามกลับแทนที่จะบอกออกไปตรงๆ

“คิดว่าทำไมล่ะคะ?”

โรซี่นิ่ง แล้วสบกับนัยน์ตาสีคาราเมลเป็นประกายของคนตัวเล็กกว่า

เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างอีกนิด
.

“เพราะไม่อยากให้อาเชอร์ล็อครู้?..”

คราวนี้รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของคนเป็นน้องเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ

นั่นล่ะ วัตสันของเธอ
.

“แล้วทำไมถึงไม่อยากให้อาเชอร์ล็อครู้ล่ะ” เด็กสาวถามต่ออีก ยังไงมันก็น่าประหลาดใจ แถมยังดูเหมือนจะอันตรายถึงชีวิต แต่ดูเหมือนว่าคลาร่าเองก็จะไม่ได้สนใจเรื่องความเป็นความตายเท่าๆกับที่สนใจ
เพราะมันมีบางสิ่งที่เธอต้องรู้ให้ได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิต
“หนูจำเป็นต้องนำหน้าเขาหนึ่งก้าวค่ะ” โรซี่ไม่ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่รู้ตัวว่าตอนนี้ถามอะไรเข้าไปในตอนนี้ก็คงไม่ได้คำตอบกลับมาอีกก็ยอมปิดปากเงียบอย่างฉลาด
ในขณะที่คลาร่าเองก็ไม่ยอมพูดเรื่อง ข้อความ จากฆาตกร เพียงแค่ตระหนักถึงมันอย่างเงียบเชียบ และคอยย้ำเตือนกับตนเองให้มั่นใจว่าตนเองกำลังอยู่ในจุดไหนของเกม
.
พลาดเพียงก้าวเดียว หมายถึงชีวิต
แต่เธอจะไม่พลาด
คลาร่า เอ. โฮล์มส์ จะไม่มีวันพลาด

.

TBC

[fanfic sherlock bbc] Love : Psychopathy (morrene)

แก้บนอีกแล้วค่ะ….
Pairing : Jim Moriaty X Irene Adler

……………………………………………………………………………………………………………

เธอเดินกระแทกเท้าเข้ามาในห้อง เปิดประตูโดยที่ไม่เคาะ ระหว่างที่เสียงดังก้องของส้นสูงหยุดลงทันทีที่เจอพรม

นั่นทำให้เขารู้สึกชอบพรมเปอร์เชียขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

.

จิมชวนให้เธอนั่งโดยที่เขายังคงไม่ลุกจากตำแหน่งด้านหลังโต๊ะทำงานตัวโต ส่วนระบบไฮโดรลิกก็ทำหน้าที่ปิดประตูของมันเหมือนอย่างเคย

ไอรีนนั่งลงบนเก้าอี้ ประจันหน้ากับเขาโดยที่มีโต๊ะบ้าๆกั้นระหว่างกัน

.
ดวงตาเรียวกวาดมองรอบๆห้อง มองไปยังแจกัน รูปภาพด้านหลัง แล้วอ่านชื่อแฟ้มเอกสารตรงด้านหลังอย่างลวกๆ ทั้งหมดนั่นไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ยกเว้นก็แต่เรื่องที่มันดูธรรมดาเกินไปขัดกับเจ้าของห้อง หล่อนหยุดสายตาที่ป้ายชื่อ แสดงท่าทีประหลาดใจเล็กๆขึ้นมาอย่างไม่คิดจะปกปิด แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา

ยอมรับเลยว่า คำว่า จิม มอริอาตี้ กับ มหาวิทยาลัย ยังคงฟังดูขัดแย้งกันในหัวของเธอหน่อยๆ
เกิดคำถามขึ้นในหัวอย่างช่วยไม่ได้
.

เขาเป็นศาสตราจารย์โดยผ่านการประเมินทางจิตมาได้ยังไง?

แน่นอนมันค่อนข้างเหลือเชื่อเลยที่นักจิตวิทยาระดับต้นๆของประเทศจะดูไม่ออก

.

“คุณกำลังประเมินผมอยู่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ส่วนไอรีนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขยับตัวเล็กๆให้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เริ่มใจเย็นลงนิดหน่อยจากที่หัวเสียในตอนแรก

“คุณผ่านการประเมินทางจิตจริงๆน่ะเหรอ? Psychopath อย่างคุณเนี่ยนะ?”
เขาแสดงท่าทีไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก

“บอกเรื่องเจ้าหนูโฮล์มส์มาก่อน แล้วผมจะบอกคุณ”
.

ไอรีนเม้มปาก ตัดสินใจระหว่างบอกทุกอย่างไปตามตรงและดัดแปลงข้อมูลนิดๆน้อยๆเพื่อตัวเธอเอง แต่พอคิดดูอีกทีการเล่นกับมอริอาตี้คงจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาด เขาไม่ใช่พวกใจอ่อนและเลาะแหละเหมือนโฮล์มส์ ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่น่ากลัว

“เขาได้ข้อมูลไปแล้ว ไหนคุณบอกว่าไม่มีวัน?”

“จอห์น วัตสัน เป็นตัวแปลที่คาดเดาได้ยาก..” และเธอก็เพิ่งสังเกตว่าเขามีท่าทีที่นิ่งขรึมกว่าทุกครั้ง ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่พูดด้วยทำนองขึ้นๆลงๆอย่างปกติด้วย

บทบาทศาสตราจารย์แบบนั้นมันทำให้เขาดูน่าขนลุกไปอีกแบบ

แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก
.
เธอกอดอก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง

.

“หรือแค่อยากให้ฉันเดินตามเกม?”

.

มอริอาตี้เลี่ยงไม่ตอบโดยการยกชาขึ้นจิบระหว่างที่ขยับหมากรุกซึ่งตั้งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ บังคับควีนของฝั่งสีขาว เขี่ยเบี้ยฝั่งสีดำออกจากกระดาน

พอรู้ว่าจะไม่ได้คำตอบไอรีนก็ถอนหายใจ
.

“บอกฉันสิ เรื่องที่คุณผ่านประเมินทางจิตน่ะ มันน่าสนใจจริงๆนะ?”

.

“สิ่งหนึ่งที่มองจากคนละด้านก็จะได้มุมมองที่ต่างกัน ผมก็แค่หมุนมันนิดหน่อย ให้คณะกรรมการเห็นสิ่งที่ผมต้องการให้เห็น”

เธอเลิกคิ้วประหลาดใจ

“แล้วสิ่งไหนที่คุณอยากให้เขาเห็น”

.

เขายิ้ม ไอรีนเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงมันก็ตอนนี้

.

“รู้ไหมว่าคนโรคจิตกับคนมีความรักเหมือนกันตรงไหน?” มอริอาตี้เปลี่ยนคำถาม ท่าทางกึ่งๆจริงจังทำให้เธอรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 19 ที่กำลังฟังอาจารย์บรรยาย โดยท่าเฉพาะท่าทางที่วางแขนทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ประสานมือเข้าหากัน โน้มตัวลงมาเล็กๆแบบนั้น มันให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามออกมา

“มันเป็นอาการทางจิตเหมือนกัน ทั้งสองอย่างเกิดจากสารเคมีในสมอง และคำว่า Psycho มีรากศัพท์มาจาก Psyche ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อความรักตามตำนานกรีก”

เธอเริ่มเข้าใจ

“งั้นสิ่งที่คุณทำก็แค่เป็นความโรคจิตของตัวเองให้กลายเป็นคนที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนงั้นเหรอ?”

ชายหนุ่มไม่ตอบ โคลงแก้วชาในมือแล้วมองมันเหมือนถูกสะกดจิต

.

“การแกล้งรักใครสักคนเป็นเรื่องที่ง่าย” ไอรีนให้ความเห็น ดวงตาคู่สวยมองเขา “การรักใครสักคนมันเป็นเรื่องที่ยากกว่า”

จิมแค่นเสียงเบาๆออกมาทีหนึ่ง

“คนที่มีความรักคือคนบ้า” น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นการวิจารย์มากกว่าการออกความเห็น

คนฟังโคลงหัว ฉายเเววเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยในดวงตาชั่ววูบแล้วก็กลับมาเรียบเฉย แล้วนั่งเงียบ
เหมือนต่างคนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด
.
มีเวลา
.
แต่ไม่มีความกล้า

.

“นายน่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณกรรมแทนจะเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์นะ” เธอพูดขึ้นในที่สุด บรรยากาศเงียบเชียบน่ะชอบนะ แต่จิมก็ยังทำให้มันกลายเป็นเยือกเย็นได้อย่างทุกที และนั่นเป็นสิ่งที่เธอเกลียด
.

“ปรัชญาและวรรณกรรมงั้นเหรอ? น่าเบื่อจะตาย” จิมพูด ตีสีหน้าปุเลี่ยนๆ

“คณิตศาสตร์ก็พอๆกันแหละน่า”

“อย่างน้อยๆมันก็ชัดเจนกว่า ขอบเขตของคำตอบมันชัดเจนกว่า”

เธอถอนหายใจ

แต่ที่เขาพูดมาก็ถูก และแต่ละคนก็มีสิ่งที่สนใจแตกต่างกันไป

.
เป็นอีกครั้งที่ทั่วทั้งห้องเงียบ
ไอรีนมองเขา แล้วก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง พอคิดว่าจะไม่ได้ข้อมูลหรืออะไรที่น่าสนใจจากตรงนี้อีกก็ควรจะไป
เธอรวบกระเป๋าถือเอาไว้ด้วยมือเดียว แล้วลุกขึ้นโดยที่ไม่ได้พูดบอกลา
.

จิมใช้เวลาเพียงชั่ววินาทีเพื่อคิดที่จะเรียกเธอเอาไว้

“เฮ้”
ไอรีนหยุดมอง แล้วจ้องตอบโดยที่ไม่พูดอะไร

.

ชายหนุ่มขยับยิ้มกว้าง

.

“ผมกำลังเป็นบ้า”

………………………………………………………………………………

จะมีใครเข้าใจบ้างว่าจิมกำลังสื่ออะไร 555

.

“อย่างที่ผมบอก คนที่มีความรักคือคนบ้า”

“ผมกำลังเป็นบ้า”

.

โครตอ้อม

[fanfic sherlock] The letter (SherlockXIrene)

Pairing : Sherlock Holmes X Irene Adler

อย่างลองภาษาใหม่ๆดูน่ะค่ะ… เลยลองแต่งแบบภาษาเวอร์ชั่นหนังสือดู

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ข้าพเจ้ายังคงลังเลใจเสมอในตอนที่กำลังเขียนต้นฉบับเล่มนี้

อย่างที่ทุกท่านทราบในการจดบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ และตีพิมพ์ออกมานั้น ทุกเล่มล้วนแต่เป็นคดีแปลกประหลาดและพิลึกพิลั่นอย่างถึงที่สุด ในขณะที่เรื่องที่ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงนี้นั้น เป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน เป็นเรื่องราวของโศกนาฏกรรมที่แสนเศร้าโดยที่รับรู้มาถึงตัวเพื่อนของข้าพเจ้า

.

สุดท้ายข้าพเจ้าจึงตัดสินใจจะตีพิมพ์ต้นฉบับเล่มนี้ โดยภาวนาว่าเธอจะรับรู้ถึงความเสียใจที่เกิดขึ้น
.
จดหมายฉบับหนึ่งมาถึงมือของเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ด้วยความกรุณาของมิสซิสฮัดสันในตอนที่เราทั้งคู่กำลังกินเช้ากันอยู่พอดี

เขาเปิดอ่านด้วยสีหน้าไม่ใคร่ดีนัก แล้วส่งต่อมาให้ข้าพเจ้าอ่านโดยที่ไร้ท่าทีกระตือรือร้นโดยสิ้นเชิง

พอรับมาอ่านข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจดหมายฉบับนั้นส่อแววประหลาดอยู่ในตัวของมันเอง

เนื้อความในจดหมายเขียนว่า สุขสันต์คริสต์มาสต์ ด้วยลายมือบรรจง ทั้งๆที่ตอนนี้เพิ่งจะขึ้นเดือนเมษายนเพียงเท่านั้นเอง อีกทั้งชื่อผู้เขียนที่ปรากฏอยู่ท้ายจดหมายนั้นก็ฟังดูประหลาดอยู่ ข้าพเจ้าเกรงว่าจะมีเพียงแค่คนหรือสองคนในลอนดอนที่จะมีชื่อ เรย์เน่ ดาเรล อย่างที่ปรากฏไว้

“กันเกรงว่า มีใครสักคนเล่นตลกกับเราล่ะ โฮล์มส์” ข้าพเจ้าพูดขึ้น แล้วพลิกกระดาษในมือไปมา แต่ก็ไม่มีเนื้อความใดปรากฏมากไปกว่านั้น พอคิดว่าตนจะพบอะไรมากขึ้นไปอีกไม่ได้จึงส่งมันคืน

“ในทางกลับกัน วัตสันเอ๋ย นี่ส่อถึงอันตรายอย่างบรรลัย” เขาตอบ ในขณะที่ข้าพเจ้ายังคงมองไม่เห็นความเป็นจริงในข้อนั้นได้เลย

สำหรับตัวข้าพเจ้าเองนั้น ยังคงมองจดหมายนั้นเป็นเพียงข้อผิดพลาดหรือการเล่นตลกของใครบางคนไม่เห็นเป็นอื่น

“ยังไงกัน?”

“หล่อนเป็นคนฉลาดอย่างอุกฤษฏ์ หมอ, เห็นได้ชัดว่าจดหมายนี่ถูกวางแผนเอาไว้แล้ว มันเป็นคำบอกลาที่หล่อนอยากกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทว่าเวลานั้นกลับมาถึงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาด”

ข้าพเจ้ามองนักสืบเชลยศักดิ์ด้วยความประหลาดใจอย่างถึงที่สุด

“กันยังคงมองไม่เห็นความจริงในข้อนั้น”

“ดูชื่อที่ลงท้ายจดหมายนั่นซี แกยังคงไม่เห็นรึ? อย่างเคยวัตสัน แกมองเห็นแต่ไม่ได้สังเกตมัน หล่อนใช้เกมกลสลับอักษรอย่างง่ายๆนั้นสร้างชื่อใหม่ขึ้นมา”

ข้าพเจ้าพยายามนึกตาม แต่ยังคงมองไม่เห็นภาพว่า เรย์เน่ ดาเรล จะกลายเป็นชื่ออื่นไหนได้เลย

“ไอรีน แอดเลอร์”

โฮล์มส์พูดขึ้นในที่สุด ทว่าชื่อนั้นยิ่งสร้างความประหลาดใจให้ข้าพเจ้าเข้าไปอีก

“หล่อนรอดพ้นแล้วไม่ใช่รึ? ใครต้องการลมหายใจของหล่อนกัน?”

เขาลุกขึ้นเดินไปหน้าเตาผิง หยิบกล้องไม้แล้วบรรจุด้วยยาสูบอย่างอ่อนจากฮอลันดา จุดไฟกับไม้ขีดก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม

“ลูกค้าเก่าแก่ของเรานั่นแล วัตสัน แกต้องยอมรับเสียล่ะว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยอมให้อะไรมาแปดเปื้อนเกียรติยศของเขาไปได้เลย พวกเขาคงได้ภาพที่ต้องการและทำลายมันลงไปแล้ว พร้อมกับชีวิตของหล่อน”

ข้าพเจ้าฟังแล้วรู้สึกสลดใจอยู่ไม่น้อย “เกียรติยศสำคัญถึงกับต้องเข่นฆ่ากันเลยรึ?”

สหายของข้าพเจ้ารับฟังก็ถอนหายใจออกมา

“สำหรับบางคนนะ วัตสัน สำคัญยิ่งกว่าตัวตนของเขาหรืออะไรทั้งมวล”

.

แล้วบางสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นก็ปรากฏสู่สายตาในวันนั้นเอง มันเป็นความเจ็บปวดที่มากล้น ข้าพเจ้าไม่เคยมองเห็นมันเลยสักครั้ง เพราะในปกติแล้ว คดีที่เกิดขึ้นทุกๆคดีนั้นเป็นความจรรโลงใจอย่างหนึ่งในแบบของเขาเอง

“แกเสียใจ” ข้าพเจ้าทัก ด้วยความเป็นห่วง

ซึ่งเขาเองก็พยักหน้ายอมรับโดยที่ไม่โกหก

“คนเราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญก็ต่อเมื่อเสียไป กันยอมรับ” เขาพูด ก่อนจะวางกล้องลงแล้วยกไวโอลินขึ้นประทับบ่า

เล่นเพลงเป็นทำนองที่แสนหวานและเพ้อฟัน

ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความเงียบสงบ

เพราะรู้ว่าเพลงนี้เขาบรรจงเรียงร้อยดนตรีขึ้นมาเพื่อแทนตัวของ ผู้หญิงคนนั้น

.

“แด่เธอคนนั้น”

………………………………………………………..

ปล. Reine Darel

อย่างที่เชอร์ล็อคบอกค่ะ สลับมาจาก Irene Adler ลองสลับดูนะ

[fanfic sherlock bbc] Last game (MoriatyXIrene)

แฟนฟิคแก้บนค่ะ ได้ 5ดาว สมใจอยากแล้ว

Pairing : Jim Moriary X Irene Adler

…………………………………………………………………………………….

มอริอาตี้เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นไอรีนจิบชาด้วยท่าทีเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง

“มีอะไร?” เขาถาม

“คุณไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง?” เธอถามกลับ ขณะที่เขาค่อยๆเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานของตนเอง และถามต่ออีก

“ผมควรจะรู้สึกอะไรล่ะ?”

“กังวล เครียด…ไม่รู้สิ มันควรจะเป็นอะไรบางอย่าง เพราะตอนนี้เชอร์ล็อค โฮล์มส์กำลังจะฆ่าคุณอย่างช้าๆนะ” เธอตอบ และรินน้ำชาให้

เขาแสยะยิ้ม เริ่มอธิบายด้วยสำเนียงขึ้นๆลงๆคล้ายร้องเพลง “มันเป็นหมากตาสุดท้ายของเขา และต่อไปจะเป็นหมากต่อไปจะเป็นตาสุดท้ายของผม”

ไอรีนไม่ได้รู้สึกเข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ลางสังหรณ์ของผู้หญิงกำลังร้องเตือนเธอว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่เลย

“คุณเคยบอกว่าคุณจะเลิกทำงานใช่ไหม?” หล่อนมองเขาด้วยความประหลาดใจ “หมายความว่ายังไง?”

“หมากตาสุดท้ายของผม”

แล้ว จิม มอริอาตี้ ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลยตลอดเวลาน้ำชาในบ่ายวันนั้น

.

เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ไม่ใช่ฮีโร่ ในทางกลับกัน เขาเป็นหมาป่าในชุดแกะ ที่เป็นผู้นำฟูง และชี้ตัวใดตัวหนึ่งขึ้นมาว่า “นั่น! หมาป่าปลอมตัวมา!” ก่อนที่ทุกๆตัวจะแตกตื่นและร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “นั่น! หมาป่า!!

มอริอาตี้รู้ตัวดี เขาเป็นแกะตัวนั้น

ที่กลายเป็นหมาป่าไปแล้วในความคิดของทุกๆคน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่พอใจจริงๆหรอก..

ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่มันรบกวนจิตใจและความคิดเขามากที่สุดกลับเป็นสิ่งที่หมาป่าตัวจริงนั้นจดจ้อง และพยายามจะมันขโมยไป

.

หัวใจ

.

เธอเป็นของเขา

.

มอริอาตี้ไม่อยากจะยอมรับ แต่โฮล์มส์ ก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันกับเขา

โดยไม่สนวิธีการ ขอให้ไปถึงที่หมายก็พอ

.

อยู่ๆไอรีนก็โดนตามตัวให้ไปที่รพ.เซนต์บาร์ธ เธอออกจะหัวเสียอยู่หน่อยๆกับความกะทันหัน แต่ทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้งและแทนที่ด้วยความสงสัยเมื่อเขาส่งข้อความสุดท้ายมาให้

[หมากตาสุดท้าย]

.

“ถ้าผมตาย” มอริอาตี้เริ่มพูด “ให้เดินทางไปที่อยู่ในนี่” เขายื่นกระดาษเล็กๆใบหนึ่งมาให้ “จะเจอคนของเราที่นั่น เขาจะจัดการทุกอย่างให้ตามทที่เธอต้องการ”

.

ไอรีนกำกระดาษในกระเป๋าเสื้อโค้ดแน่น คาดหวังว่าเธอจะไม่ต้องใช้มัน

.

ถ้าเขาตาย ทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนที่วางไว้

เชอร์ล็อคจะเลิกไล่ล่า ไอรีนจะได้มีโอกาสทำตามใจต้องการ

พอคิดได้อย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะยกปืนขึ้นมา ยัดใส่ปาก ลั่นไกให้ลูกกระสุนทะลุสมอง

.

หมาป่าในคราบแกะจะไม่มีวันได้หัวใจ

และหัวใจจะเป็นอิสระอย่างที่มันต้องการ

.

เธอไม่ใช่ของเขา แต่ยังคงอยู่ในใจตลอดกาล

[fanfic sherlock bbc] talking about us (sherlockxirene)

pairing : Sherlock Holmes X Irene Adler
………………………………………………………………………….
.
ไอรีนยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง ไม่สนใจแม้ว่าจะรู้ว่ากระโปรงสั้นจนทำให้อีกฝ่ายเห็นขาอ่อนขาวๆ วับๆแวมๆตอนเธอขยับตัวก็ตาม
ซึ่งอันที่จริง เธอก็จงใจจะโชว์นั่นล่ะ
.
แหม มีดีก็ต้องโชว์สิ จริงไหม? 🙂
.
“แล้วมีธุระอะไร?” เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ถามขึ้นเสียงเรียบ ไม่ได้นำพากับท่าทางนั้นเลยสักนิด
อันที่จริงเขาก็ยอมรับว่าเธอเป็นคนสวย สวยมาก และเจ้าเสน่ห์ ดึงดูดสายตาในทุกๆการกระทำและสีหน้าแววตา เพียงแต่ความรู้สึกสำหรับนักสืบมัน.. ไม่จำเป็น และ ไม่ควรจะมี
“แม้แต่ พิน็อคคิโอ ยังมีหัวใจมากกว่าคุณเลยนะรู้ไหม คุณมันแย่ เชอร์ล็อค” หล่อนกรอกตาพูด ก่อนจะขยับเปลี่ยนท่าอีกโดยการนั่งโน้มตัวมาข้างหน้าตั้งข้อศอกลงกับเข่า ปล่อยให้เสื้อเว้าลึกโชว์ไปไหนถึงไหน
พิน็อคคิโอ?” เขาทวนคำพลางขมวดคิ้วมุ่น ทำให้ไอรีนยิ่งตีสีหน้าเบื่อๆมากขึ้นไปอีกขณะถามกลับ “คุณไม่เคยนิทานที่มีชายคนหนึ่งทำตุ๊กตาไม้ แล้วก็ภาวนาให้มีชีวิต สุดท้ายมันก็มีชีวิตจริงๆ และเวลาโกหกก็จะจมูกยาวขึ้นเรื่อยๆใช่ไหม?”
โฮล์มส์พยายามนึกอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมแพ้ในที่สุด
“ไม่”
“คุณโตมายังไงกัน…”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เพียงแค่เบ้หน้าไม่พอใจ คว้าไวโอลินคู่ใจขึ้นมาดีดไม่เป็นเพลง
.
“คุณยังไม่ตอบคำถามผม” ในที่สุดเขาก็ลดไวโอลินลง หลังจากเล่นจนพอใจ “คุณมาที่นี่ทำไม?”
“เพื่อมาคุยกับคุณ” เธอตอบ โน้มตัวลงไปอีก เพื่อเอื้อมมือไปกุมมือของเขาไว้ “ฉันคิดถึงคุณตลอดเลยนะ”
“ไม่ใช่ว่ามีงานมาให้ผม?”
ไอรีนหัวเราะเบาๆ หลุบตาลง มองมือเธอกับเขาและประสานมือเข้าหาอีกฝ่าย
“ฉันคิดว่าคงจะมีเวลาอีกไม่นาน เลยอยากมาคุยกับคุณ ดื่มชาด้วยกัน ก็แค่นั้น”
เชอร์ล็อคก้มลงมองมือบ้าง เขาสัมผัสชีพจร รู้สึกถึงความจริงได้ในนั้น
“ผมไม่ได้ช่วยคุณ เพื่อให้คุณตายอีกครั้ง”
หล่อนยิ้มกว้างขึ้นอีก สะกดสายตาของชายหนุ่มอย่างน่าประหลาด ต่างจากทุกครั้งเพราะคราวนี้มันเหมือนกับอยู่ๆภูมิต้านทานเขาก็พลันหาย
“ไมครอฟคงจะพูดจริง” เธอเปรยขึ้น
“เรื่องไหน?”
“คุณนับฉันเป็น ‘คนสำคัญ'”
เขาไม่พูด แต่สำหรับเธอ แค่รอยยิ้มมุมปากเล็กๆนั่นก็มากเกินพอ
.
ทั้งห้องเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่ไอรีนจะยกแก้วชาขึ้นจรดปาก สูดกลิ่นหอมๆและลิ้มรสความหวานอย่างพึงพอใจ พอวางมันลง เธอก็ตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมา
“ฉันเองก็มีเรื่องอย่างจะถามคุณเหมือนกัน”
เชอร์ล็อคมองเธอ ไม่ได้ถามแต่ใช้สีหน้าทั้งหมดสื่อแทนคำพูด
“คุณช่วยฉันไว้ทำไม?”
เป็นอีกครั้งที่เชอร์ล็อคไม่ตอบ และเธอก็ไม่ได้เซ้าซี้ แม้จะอยากรู้สักแค่ไหนเพราะอ่านสีหน้านั้นออก
แม้แต่ตัวของเขาเอง ก็ยังไม่รู้คำตอบเลยด้วยซ้ำ
เสียงข้อความเข้าทั้งให้เชอร์ล็อคถอนหายใจ เขาหยิบมันขึ้นมามอง ขมวดคิ้วไม่พอใจเมื่อเห็นว่าปลายทางที่ส่งมาเป็นใคร
[เดทสนุกไหม? M.H.]
ไอรีนยิ้มขำ รู้ข้อความนั้นโดยที่ไม่ต้องมอง
[ดูแลให้ดีๆ เพราะจะไม่มีเวลาสำหรับเธอแล้ว M.H.]
.
“เดทที่ดีต้องจบลงด้วยจูบนะ” ไอรีนพูดระหว่างเติมน้ำชาเติมลงในแก้ว กลิ่นหอมๆอบอวลไปทั่วห้อง
เชอร์ล็อคขมวดคิ้ว บ่งบอกว่าไม่เข้าใจ
“ฉันนับว่านี่เป็นเดทนะ ที่รัก” หล่อนอธิบายเสียงหวาน
“แต่สำหรับผมไม่นับ” เขาตอบเสียงเรียบ ไม่ค่อยพอใจเมื่อประโยคนี้พาลให้นึกถึงข้อความเมื่อสักครู่
หล่อนเงยหน้าขึ้นมามองเขา ตีสีหน้าทะเล้นเล็กๆดูเซ็กซี่ระหว่างถามทีเล่นทีจริง “คุณไม่อยากจูบกับฉันหรือ?”
“ผมแค่มองว่า จูบ ไม่ใช่เฉพาะเพื่อจบเดทเท่านั้น”
นัยน์ตาสีเข้มจัดคู่นั้นฉายแววพึงพอใจ ระหว่างที่เธอขยับตัวเข้าไปใกล้เข้าอีก
ราวกับเข็มวินาทีขยับช้าลงเรื่อยๆ
ล้านคำถ่ายทอดผ่านนัยน์ตาแทนคำพูด
ก่อนที่ริมฝีปากอวบอิ่มจะประทับลงอย่างแผ่วเบา และผละออกในเสี้ยววินาที
มอบจุมพิตชั่วขณะที่ชวนร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
“คุณพูดถูก”
.
ไอรีนขยับตัวกลับมานั่งให้ดี ก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นมาดู “ถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้ว”
“ขอบคุณ” เธอพูด
“สำหรับอะไร?”
“ที่ช่วยชีวิตฉันไว้”
ไอรีนกำลังจะผละมือออก แต่เชอร์ล็อครั้งเอาไว้ก่อน เขาจับมือเธอ
อย่างที่ชายหนุ่มพึงกระทำ
ประทับจูบลงบนหลังมือนั้นอย่างแผ่วเบา
“ด้วยความยินดี My lady” เขาเงยหน้าขึ้นมามองเธอ ทั้งๆที่ยังทำใบหน้าเรียบเฉย “ผมควรจะพูดอย่างนี้ใช่ไหม?”
ไอรีนรู้สึกพ่ายแพ้ อย่างกับเธอกำลังจะละลายลงไปตรงนั้น ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ก็ฝืนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“โอ้ พ่อหนุ่มเวอร์จิ้นเริ่มจะมีพัฒนาการที่ฉันคิดไม่ถึงเสียแล้ว”
.
เขาเดินไปส่งเธอถึงหน้าประตู
สายตาประสานกัน
ก่อนที่หล่อนจะประทับจูบลงที่ข้างแก้มของเขาทั้งสองแทนคำอำลา
เพราะต่างคนต่างรู้ดี ภาวนาในใจ
พวกเขาจะได้เจอกันอีก
……………………………………………………………………………………………………………..
เวิ่นเว้ออีกแล้วค่ะ ฮือ U.U
ชอบโมเม้นต์คู่นี้จังเลย
ชอบบบ
ตอนแรกว่าจะไม่ใส่ฉากจูบละนะ แต่มือมันลั่น… U.U

[fanfic sherlock bbc] our’s song (sherlockxirene)

เป็นฟิคที่มาจากอารมณ์ชั่ววูบคนแต่งเองค่ะ….

pairing : Sherlock Holmes X Irene Adler

คาดหวังจะให้ปวดตับค่ะ แต่ไม่รู้คนอ่านจะปวดตับหรือเปล่า….

…………………………………………………………………………………………………….

โด

.

ไอรีนหยุดอยู่ตรงหน้าประตู ชะงักมือที่กำลังจะจับลูกบิดเมื่อได้ยินเสียงไวโอลินดังขึ้น

ราวกับต้องมนต์ เธอหยุดนิ่งยืนฟังเสียงเพลงด้วยความรู้สึกร้อนวูบวาบอยู่ในอก

ท่วงทำนองช้าๆ ไม่คุ้นหู ประหลาดทว่าทั้งอบอุ่นและมีเสน่ห์

หล่อนหลับตาลงพลางเหยียดยิ้มให้กับความน่าสมเพชในตนเอง

เขาเหมือนดนตรีทุกอย่าง

ทำให้รู้สึกดี แต่คว้าเอาไว้ไม่ได้

.

เร

.

เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่นักรัก

แต่ทุกๆข้อความที่ส่งไป เธอคาดหวังการตอบกลับแม้กระทั่งคำเดียวสั้นๆก็ยังดี

นั่นใช่ความรักหรือเปล่า?

เธอปล่อยให้คำตอบสำหรับคำถามนี้ว่างเปล่า

เพราะใจของเธอรู้ดีอยู่แล้ว

.

มี

.

เชอร์ล็อคฉลาด แต่เขาก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถจะรับมือได้ทุกเรื่องๆ

ถ้าไม่นับดาราศาสตร์ เขาก็โง่ด้านความรู้สึกของมนุษย์ โดยเฉพาะบางอย่างที่เรียกว่า ความรัก

นั่นใช่ความรักหรือเปล่า?

เขาถามตนเองอย่างนั้น

เล่นไวโอลิน สูบบุหรี่ จนเกือบจะพาลไปถึงยาเสพติด

แต่มันก็ยังคงไร้คำตอบอยู่อย่างเดิม

.

ฟา

.

ไอรีนไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก

มันสะอาด ไร้ร่องรอยของเธออย่างชัดเจน

เชอร์ล็อคคิดว่าสารในสมองเขาต้องผิดปกติแน่นอน

เพราะเขาได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยติดอยู่ที่ปลายจมูก

และได้ยินเสียงหวานๆติดอยู่ที่ปลายหู

.

ซอล

.

หญิงสาวก้มลงมองมือของตนเอง

เธอเคยคิดเสมอว่าจะต้องเป็นที่หนึ่ง จะต้องนำในเกม

แต่ครั้งนี้

เธอหวาดกลัว และยอมแพ้อย่างง่ายดาย

กลัวเหลือเกินที่จะเปิดประตูนี้ และต้องเจอหน้ากับเขา

กลัวความจริงที่จะต้องรับรู้

.

ลา

.

เชอร์ล็อคยังคงเล่นไวโอลินต่อไปเรื่อยๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง

ปล่อยให้เสียงดนตรีโอบกอดและเติมเต็มห้องที่ว่างเปล่า

ทดแทนเสียงหวานๆที่เขาได้ยิน

ดึงสติจากกลิ่นหอมๆที่เขาได้กลิ่น

และช่วยให้เขาได้คิด

ต่อให้มันคือความรัก

แต่ถ้าคว้าไว้ไม่ได้ ดูแลไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร?

.

ที

.

ไอรีนเม้มปากแน่น ดึงมือออกจากลูกบิด

ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว

อีกฝากหนึ่งของประตู

แต่ทำอะไรไม่ได้ แค่เจอหน้ากันก็ยังไม่ได้

คาดหวังก็ยังไม่ได้

เรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว

โดยที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย