[fanfic doctor who] once upon a time

 

เป็นฟิคด้วยความลั่นจากความสงสารสิบสองที่ต้องลืมคลาร่าค่ะ แล้วด้วยความรู้สึกว่าสองคนนี้แบบ น่าสงสารอ่ะ แล้วยิ่งสิบสองนางเหมือนจะยึดติดกับคลาร่าค่ะ
อีกอย่างคืออย่างแต่งสิบสองเจอกับสิบค่ะ แต่สิบในฟิคเป็นสิบซีซั่นสองที่อยู่กับโรส ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรส ยังไม่เจออะไรมากค่ะ ในขณะที่สิงสองเป็นสิบสองจากซีซั่นเก้า ที่ลืมคลาร่าค่ะ แล้วก็ให้ไขควงคลื่นเสียงกับริเวอร์แล้วค่ะ
———————————————————————————————————

Once upon a time, i have a dream

กาลครั้งหนึ่งผมฝัน

.

We were in a faraway planet

เราไปถึงดวงดาวที่ไกลที่สุด

We were in the end of the universe

เราไปถึงขอบสุดของจักรวาล

In the last of time, when everything has falling down, we were there

ในเวลาสุดท้ายที่ทุกอย่างล่มสลาย มีเราสองคนอยู่ตรงนั้น

.

And then i wake up with fear

แล้วผมก็สะดุ้งตื่นและหวาดกลัว

Because just realize you aren’t in real anymore

เพราะความจริงไม่มีเธออยู่ในนั้น

.

“อชิลด้า?” ชายชราเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงสูงแหบแห้ง ในขณะที่หรี่ตาพยายามลงมองผ่านหมอกหนาทึบในตอนเช้าฤดูหนาวของลอนดอน สลับกับกระดาษไซคลิกในมือ เขาคิดว่าเขาจำลายมือแบบนี้ได้ แล้วถ้าใช่ หล่อนก็เป็นคนเดียวกับที่อยู่กลางหมอกไกลลิบๆนั่น.

“ฉันคือมี” เธอตอบกลับเสียงเรียบนิ่ง แล้วเดินผ่านหมอกหนาทึบมาปรากฏตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็วภายในพริบตา “ฉันมีเรื่องจำเป็นที่จะต้องให้คุณช่วย ด็อกเตอร์”

“อย่างงั้นเหรอ?” เขาถามกลับไม่แยแส แล้วหยิบกระดาษไซคลิกในมือขึ้นมาให้เธอดู แน่นอนว่ามันปรากฏตัวอักษรอย่างเดียวกับที่เขาเห็นเพราะเขาต้องการให้เธอเห็นอย่างนั้น แล้วพูดขึ้นอีกอย่างดุๆ “คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง? มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำมันได้”

หล่อนชะงักด้วยสีหน้าตกใจ ระหว่างที่มองกระดาษไซคลิก

.

ลายมือนั้นไม่ใช่ลายมือของเธอ

แต่พอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาดวงตาคู่นั้นก็กลับมาเรียบนิ่งเหมือนอย่างเคย

.

คลาร่า

.

เห็นได้ชัดเจนว่าเขายังคงจำเกี่ยวกับเธอไม่ได้

มีเลยเลือกที่จะบ่ายเบี่ยงประเด็นสนทนาออกไปสักเล็กน้อย

“ภรรยาของคุณก็ทำได้”

.

ด็อกเตอร์ได้ยินอย่างนั้นก็หน้าตึง ไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ “ห้ามพูดถึงเธอ.”

มีไม่ค่อยเข้าใจนัก คิดเอาไปว่าเขาคงไม่ชอบเธอจนไม่อยากให้พูดหรือแตะต้องคนที่เขารัก ทว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในตอนนี้

“คุณคงจำมันได้” เธอพูดพร้อมกับชูกำไลข้อมือที่คุ้นตาดีขึ้นมาก่อนจะคว้าแขนเขาด้วยความว่องไวแล้วสวมมันลงไปโดยที่ไม่รอคำตอบสักคำ “เมื่อคุณไปถึง คุณจะรู้เองว่าคุณจะต้องทำยังไง”

“แน่นอนว่าผมจำได้” ดวงตาสีเทามองกำไลข้อมือนั้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขมขื่นอยู่หน่อยๆ สี่ล้านล้านล้านปีที่เสียไปโดยสูญเปล่ายังคงอยู่ในความทรงจำอย่างละเอียด และนั่นทำให้เขากำลังชั่งใจว่าคราวนี้ควรจะเชื่อมีดีหรือไม่ และก็ค้นพบว่าไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอะไรตอนนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว เมื่อเครื่องมือที่แขนส่งเสียงร้องเสียดแก้วหู พาเขาเดินทางข้ามเวลากลับมาในยุควิคตอเรี่ยนในมุมหนึ่งของลอนดอน

.

ในขณะที่สมองกำลังคิดถึงคำที่มีบอกและสงสัยกับเรื่องที่จะต้องทำอะไรต่อไป เขาคงจะกลับไม่ได้หากไม่ทำสิ่งที่มีต้องการให้เสร็จ หล่อนต้องวางแผนเอาไว้อย่างนั้นแล้ว

พลันหางตาก็พบกับชายหนุ่มวัยกลางคนร่างสูงโปร่งที่ใส่เสื้อโค้ทสีน้ำตาลอ่อนเดินเล่นไปมาในเมืองกับสาวผมบลอนด์ตัวเล็กข้างๆ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และรู้มากไปกว่านั้นอีกว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้จักเขา. ไม่ใช่ตอนนี้

.

แต่นั่นทำให้เขารู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไรต่อ หรืออย่างน้อยๆคือเขาจะหาทางกลับไปได้ยังไง

.

ด็อกเตอร์พุ่งเข้าไปหาทั้งคู่อย่างรวดเร็ว ประสานมือเข้าหากันด้วยความประหม่าเล็กๆระหว่างฉีกยิ้มเป็นมิตรที่สุดเท่าที่ทำได้ในตอนที่แนะนำตัวไปด้วยพร้อมๆกัน

เหมือนกับมีใครบางคนกำลังกระซิบให้เขาทำแบบนั้นในหัว

.

“สวัสดี ผมคือด็อกเตอร์” ร่างที่สิบในอดีตย่นคอ มองด้วยสายตาไม่ค่อยไว้วางใจนัก ขัดกับโรสที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ที่กำลังมองด้วยความสนอกสนใจจากสัญชาติญาณที่บอกว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่

“ผมสิเดอะด็อกเตอร์” ชายชราหัวเราะแกนๆเมื่อได้ยินอย่างนั้น

“ทั้งคุณทั้งผมนั่นแหละ” ไม่พูดเปล่า มือคู่นั้นก็หยิบไขควงคลื่นเสียงขึ้นมายืนยันด้วย “ผมร่างที่สิบสอง”

โรสมีท่าทีสนอกสนใจขึ้นมาจริงๆจังๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกว้างขึ้นไปอีก สิบสองเพิ่งรู้ว่าเขาคิดถึงรอยยิ้มนั้นมากแค่ไหนก็ตอนที่เห็น

“โอเค นั่นเริ่มจะเป็นปัญหาล่ะ”

ถึงสิบจะดูหน้าโง่ก็เถอะ แต่สิบสองยอมรับว่าเขาพูดถูกในประโยคนั้น

.

“เราไม่ควรจะเจอกัน” สิบพูดพึมพำ “พาราด็อกซ์

คนฟังถอนหายใจเอือมๆกับความเด็ก เหมือนจะลืมไปว่านั่นก็ตนเอง ถึงแม้จะในอดีตก็ตาม

“แล้วนายจะได้เรียนรู้อีกมากแบม อย่า-ทำ-ตาม-กฏ-ทุก-ข้อ!

“แต่มันจะทำให้จักรวาลพัง!

สิบสองกรอกตาไปมา “พัง! พัง! พัง! พัง! แล้วไงล่ะ! ใครสน! ถ้านายปกป้องใครไว้ไม่ได้มันก็ไม่มีค่าเหมือนกันนั่นแหละ! ตาพ่อรองเท้าผ้าใบ!

สิ้นความบ้าของทั้งสองคนความเงียบก็เข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่สิบจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“…. คุณพูดเหมือนผมจะปกป้องใครไว้ไม่ได้”

ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามาที่หน้าอกในความทรงจำ ทำให้ด็อกเตอร์รู้ว่าตนเผลอทำให้ความรู้สึกของสิบที่อ่อนไหวมากๆ ไปเสียแล้ว. สิบไม่ใช่เขาที่จะทนต่อคำพูดและแรงกดดันในเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่า.

“…..ขอโทษ..”
ใครบางคนกระซิบในหัวบอกให้เขาพูดอย่างนั้น

.

“ไม่เป็นไร”

แต่ความรู้สึก มันเรียกกลับมาไม่ได้หรอก.

.

“คุณดูเครียด” โรสพูดแทรกขึ้นนุ่มๆแล้วความมือของสิบสองขึ้นมาจับเอาไว้ “ทุกอย่างจะไม่เป็นอะไร”

“ผมไม่ได้เครียด…” เขาปฎิเสธ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เต็มปากเต็มคำนัก “เพื่อนคนนี้ผมยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ…”

ไม่รู้จัก?.

ในตอนนั้นเขาเพิ่งรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง.

ตั้งแต่ที่เขาได้รับข้อความบนกระดาษไซคลิก นั่นก็ดูเหมือนจะกระตุ้นต่อมบางอย่าง เขาดูให้ความสำคัญกับมันมากเกินไปถึงขั้นเดินทางไปหามี นอกจากนั้น ในวินาทีสุดท้ายนั่น เขาเลือกที่จะปักใจเชื่อมีด้วย

ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าคนๆนั้นเป็นใคร.

เหมือนกับมีความสำคัญบางอย่าง แต่ถูกลืมไป…

.

ใช่.. ถูกลืม!

“ผมมันโง่! สมองช้า!” สิบกับโรสสะดุ้งเมื่ออยู่ๆอีกฝ่ายก็ร้องตะโกน แล้วตบหัวตัวเองไปทีหนึ่ง

.

“ทาร์ดิสของนายอยู่ที่ไหน!? ผมจำเป็นต้องใช้เธอ!

.

ใครบางคนที่กระซิบในหัวเขาตลอดเวลา

ใครบางคนที่พยายามจะแก้ปัญหาความปากเสียของเขา.

ใครบางคนที่เคยเดินทางไปกับเขา ที่เป็นคนสำคัญ ที่เป็นจุดมุ่งหมายของสี่ล้านล้านล้านปีในกล่องคำสารภาพบ้าๆนั่น

.

แต่เป็นใครบางคนที่ถูกลืมไป.

เป็นคนที่เขาปกป้องเอาไว้ไม่ได้.

.

และตอนนี้เขาก็มาแล้ว.

.

คลาร่า

.

ทั้งสามคนวิ่งมาถึงที่ทาร์ดิส สิบสองที่ถึงก่อนใช้กุญแจตัวเองไขเข้าไปอย่างเร่งรีบก่อนจะพุ่งตัวไปยังคอนโซลเวอร์ชั่นเก่าในทันที

“อา.. ” เขาส่งเสียงในลำอย่างอย่างไม่พอใจเล็กๆ “ผมไม่ได้ใช้มันมานานแล้วด้วยสิ”

สิบผู้เป็นเจ้าของเดินตามเข้ามาไปหยุดอีกด้านของคอนโซลพลางดึงหน้าจอคอมเข้ามาหาตัวเอง “คุณจะทำอะไรล่ะ?”

“ผมจะหาคน” สิบสองตอบแล้วแย่งคว้าหน้าจอกลับมา “ผมจัดการเองได้”

“เฮ้! นี่ทาร์ดิสผมนะ!” ชายหนุ่มโวยเล็กๆทันทีพอเห็นอาการอย่างนั้น

“แต่นายก็คือฉัน!

“ถ้าพวกคุณหยุดเถียงกัน ป่านนี้ก็หาเจอไปแล้วนะ!” โรสแย้งขึ้นมา และนั่นทำให้ทั้งสองคนยอมเงียบปากลงแทบจะทันที เธอมองอย่างพึงใจแล้วยืนอยู่รอบนอกเพื่อไม่ให้เกะกะพวกเขา

.

สุดท้ายสิบก็ออกมายืนข้างๆโรส ปล่อยให้สิบสองวิ่งวุ่นเป็นบ้าเป็นหลังอยู่กับคอนโซลทาร์ดิสอยู่คนเดียว

“เขามันบ้า” สิบพูดขึ้น พลางกอดอกมอง และนั่นทำให้เธอหัวเราะออกมาเล็กๆ

“คุณก็บ้า”

สิบเบ้หน้า ตั้งใจจะเถียงเล็กๆ แต่ดวงตาคู่นั้นก็ต้องเลื่อนไปจับจ้องที่ทาร์ดิสเสียก่อน เมื่อมันส่งเสียงครืกคราก ตามมาด้วยชายชราบนคอนโซลที่ร่ายยาวด้วยน้ำเสียงเหมือนพิธีกร ในตอนที่ทั้งคู่ต้องคว้าอะไรบางอย่างจับเอาไว้เมื่อทาร์ดิสออกตัวได้ไม่นุ่มนวลนัก

“พวกนายเคยรู้สึกเหมือนหลงลืมอะไรบางอย่างไหม? เหมือนจะความทรงจำตรงนั้นมันว่างเปล่า ทั้งๆที่มันควรจะมีอะไรบางอย่าง” เขาเว้นวรรคเพื่อพลักคันโยกสีแดงขึ้นไป “หรือ ควรจะมีใครสักคน! แต่ในความทรงจำช่วงนั้น แต่มันว่างเปล่า เทคโนโลยีของไทม์ลอร์ดน่ะน่าขนลุกเสมอนั่นแหละ!

“เดี๋ยวนะ คุณหมายความว่….” “ใช่! ผมถูกลบความทรงจำ แต่ตอนนี้เธอต้องการผม!

“นี่เรากำลังจะไปที่ไหนกัน?” โรสเป็นคนถามขึ้นมา เหมือนเป็นเธอคนเดียวที่สนใจเรื่องนั้นในขณะที่สิบสองยิ้มกว้าง ชี้หน้าหล่อนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“กัลลิเฟรย์”

“อะไรนะ!” เจ้าของทาร์ดิสร้องเสียงสูงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง พลางกระโดดผลุงเข้าไปเกาะคอนโซล พยายามบังคับอะไรบางอย่างให้มันเดินทางกลับไปที่โลกเหมือนอย่างเดิม

“ผมขอโทษ.”

สิบรู้สึกโกรธจัด และเขาคิดว่าน้ำเสียงนั่นไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆอย่างที่พูดหรอก

“ฉันรู้ว่านายโกรธฉันนะแบม แต่ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเธอ”

“กระทั่งหักหลังผมที่เป็นตัวคุณเองน่ะเหรอ?”

เขายิ้มออกมา รู้ดีว่าสักวันอีกฝ่ายจะเข้าใจความรู้สึกของการปกป้องคนสำคัญอย่างที่เขารู้สึก อีกไม่นานสิบก็จะเติบโตขึ้นและกลายเป็นเขา

ในสักวัน

“ผมจะทำทุกอย่างเพียงแค่ปกป้องเธอ”

.

สิบสองยังคงจำไม่ได้หรอก แต่เขารู้ว่าเขากำลังจะจำเธอได้

.

คลาร่า ออสวอลด์

.

เขาจะช่วยเธอไว้ให้ได้

Advertisements